รวบแล้ว! ‘เจ๊โอปอล’ พระตุ๋ยเด็ก-จัดเซ็กซ์หมู่คากุฏิ

รวบแล้ว! ‘เจ๊โอปอลพระตุ๋ยเด็ก-จัดเซ็กซ์หมู่คากุฏิ อึ้ง!!เหยื่อละเมิดทางเพศแก๊งพระสงฆ์กลุ่มนี้ มีไม่ต่ำกว่า 150 ราย

 ‘เจ๊โอปอล’ พระตุ๋ยเด็ก-จัดเซ็กซ์หมู่คากุฏิ

ตำรวจสืบสวนภาค 5 รวบ 5 เจ้าอาวาสวัดดัง จ.เชียงใหม่ และลำพูน หลังร่วมเครือข่ายพระค้ามนุษย์ นำเยาวชนมากระทำชำเรา อึ้งค้นกุฏิพบอุปกรณ์เสพเมถุนเพียบ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.57 ที่ผ่านมา โดยพล.ต.ต.ดำรงค์ศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบช.ภ.5 และทำหน้าที่รอง ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก สตรี และเยาวชนและป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ตำรวจภูธรภาค 5 ในครั้งนั้น ได้จับกุมเครือข่ายพระค้ามนุษย์โดยการนำเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มาเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

พระสงฆ์ที่ถูกจับกุม 5 รูป ประกอบด้วย อดีตเจ้าอาวาสวัดดังของเชียงใหม่และลำพูน โดยแจ้งข้อหากระทำชำเราหรือกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และสำหรับอดีตพระลูกวัดแห่งหนึ่ง จ.เชียงใหม่ เจอข้อหาค้ามนุษย์อีกข้อหา และยังมีพระบัณฑิตา ซึ่งมีฉายา “พระโอปอล” ที่อยู่ในก๊วนจัดหาเด็กให้กับพระสงฆ์และรับซื้อเด็กมาร่วมเซ็กซ์หมู่

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 56 ที่ผ่านมา พระโอปอล ซึ่งสังกัดวัดดังในเมืองเชียงใหม่ ร่วมกับ พระอึ่งอ่าง ได้เป็นธุระจัดหาเด็กชายไปส่งให้กับเจ้าอาวาสวัด อ.เชียงดาว เชียงใหม่ จนเจ้าอาวาสถูกจับกุมด้วย ต่อมา ‘พระโอปอล’ หรือ ‘เจ๊โอปอล’ ได้หลบหนีประกัน และถูกออกหมายจับในเวลาต่อมา ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้า เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 31 ต.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนภาค 5 ได้รับแจ้งจากมูลนิธิพิทักษ์เด็กเยาวชนและสตรีว่าได้พบเห็น ‘เจ๊โอปอล’ กำลังออกมาหาซื้อดอกไม้บริเวณตลาดต้นลำไย โดยนุ่งห่มแบบพระสงฆ์ ขณะที่ ‘พระโอปอล’ มีหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีเป็นธุระจัดหาเด็กและร่วมกันกระทำการข่มขืนและอนาจารเด็ก

พล.ต.ต.ประจวบ วงค์สุข ผบก.สส.ภ 5 จึงได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 5 ไปจับกุมพร้อมกับหมายจับที่ตลาดต้นลำไย และได้ควบคุมตัวมาสอบปากคำที่ กองสืบสวนภาค 5 พระสงฆ์ที่ถูกออกหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.323/2557 ลงวันที่ 29 ก.ค. 57 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ซี่งมิใช่ภริยาหรือสามมีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม , กระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ผู้ต้องหาที่ถูกจับครั้งนี้ คือ พระโอปอล หรือ เจ๊โอปอล อายุ 25 ปี ภูมิลำเนาอยู่ ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง เชียงใหม่

พล.ต.ต.ประจวบ เปิดเผยว่า การจับกุมเจ๊โอปอล หรือ พระโอปอล เนื่องจากการสืบสวนขยายผลจากคดีที่จับกุมเครือข่ายพระสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศเด็กและค้ามนุษย์ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน กับ 5 เจ้าอาวาส โดยทำการจับกุมไปแล้ว เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 57 และพระลูกวัดแห่งหนึ่ง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้จัดหาเด็กชายให้กับเจ้าอาวาสดังกล่าว และได้ถูกจับกุมก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน

จากคำให้การของเด็กผู้เสียหาย ทราบว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์การกระทำความผิดในคดีนี้ คือ เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา พระลูกวัดแห่งหนึ่ง จ.เชียงใหม่ ขณะนั้นได้พาเด็กชายอายุประมาณ 14-16 ปี ไปส่งให้กับ พระโอปอล ขณะบวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในอำเภอแม่ริม เชียงใหม่ โดย พระโอปอล ได้ทำการล่วงละเมิดทางเพศเด็กชาย ในลักษณะเซ็กซ์หมู่ เหตุเกิดภายในกุฏิ

จากการสืบสวนของตำรวจทราบเบื้องต้นว่า ในกลุ่มของพระสงฆ์พวกนี้ ได้ล่อลวงเด็กมาละเมิดทางเพศกันมาตลอดไม่น้อยกว่า 150 รายแล้ว และพระสงฆ์ระดับเจ้าอาวาส ก็ถูกจับมาแล้วหลายรูป ส่วนพระโอปอลนั้น ถูกจับเมื่อปี 56 ในข้อหาธุระจัดหาเด็ก และได้หนีประกันไป และยังได้ไปก่อเหตุล่อลวงเด็ก จัดหาเด็กให้กับพระสงฆ์ระดับเจ้าอาวาสอีกบ่อยครั้ง กระทั่งมาถูกจับในครั้งนี้ ขณะกำลังไปหาซื้อดอกไม้ ที่ตลาดต้นลำไย และทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิจำได้ แจ้งตำรวจจับกุมตามหมายจับดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กผู้เสียหายอีกหลายคนที่ถูกล่อลวงขายบริการ ทางมูลนิธิฯ จะได้ตรวจสอบและนำมาแจ้งความเพิ่มเติมต่อไป

ที่มา ข่าวสดออนไลน์

ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , คลิปข่าว

‘ชูวิทย์’ โพสต์ FB เผยคดีเกาะเต่าทำ ปชช.หมดศรัทธาตำรวจ

ชูวิทย์” โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องการตรวจดีเอ็นเอของตำรวจไทยในคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่าทำให้ประชาชนหมดศรัทธา

'ชูวิทย์' โพสต์ FB เผยคดีเกาะเต่าทำ ปชช.หมดศรัทธาตำรวจ

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องการตรวจดีเอ็นเอของตำรวจไทยในคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า โดยระบุว่า จะตรวจ DNA อีกกี่คนหาหลักฐานอีกกี่ชิ้น ก็เปล่าประโยชน์ เพราะสิ่งที่ตำรวจไม่มี ไม่ใช่ “หลักฐาน” แต่เป็น “ความศรัทธาจากสังคม” ชีวิตผู้บริสุทธิ์อีกกี่คนต้องพัง เพียงเพราะความไม่ไว้ใจตำรวจไทย?

ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้อง ยิ่งลักษณ์ คดีจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน

ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับพวก คดีจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ชี้ เป็นเพียงแผนงานในอนาคต ยังไม่ได้ทำจริง จึงยังไม่กระทบกับประชาชน

ยกฟ้อง ยิ่งลักษณ์ คดีจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน

วันนี้ (31 ตุลาคม 2557) ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษา กรณีสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนเป็นตัวแทนยื่นฟ้อง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ, คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำต่อศาลปกครองกลาง พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาคำสั่งทางปกครอง หรือเพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการรับฟังความคิดเห็นประชาชน ในโครงการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบการแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ ตามแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยกฟ้องกรณีดังกล่าว ซึ่งเป็นการพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นที่เดิมได้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 ปฏิบัติหน้าที่ตามที่มาตรา 57 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสอง เนื่องจากเห็นว่าไม่เข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะโครงการดังกล่าวเป็นแผนงานที่จะทำในอนาคต และหลายโครงการยังเป็นเพียงกรอบความคิด ไม่มีความชัดเจน และยังไม่มีผลบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม ยังไม่มีการเวรคืนอสังหาริมทรัพย์ และการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน จึงไม่มีลักษณะที่อาจมีผลกระทบของประชาชน

ด้วยเหตุนี้ แผนดังกล่าวจึงยังไม่ใช่การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากในอนาคตมีการดำเนินโครงการตามแผนแล้วรัฐไม่ทำประชาพิจารณ์อย่างทั่วถึง ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขอนามัยของประชาชน ก็สามารถร้องต่อศาลให้เพิกถอนเป็นรายโครงการไป

ด้าน นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวภายหลังทราบคำพิพากษาว่า แม้ว่าคดีจะถูกยกฟ้องไปแล้ว แต่ก็เป็นบรรทัดฐานใหม่ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานโครงการทั้งหมดของรัฐได้ และหลังจากนี้ภาคประชาชนจะทำงานหนักมากขึ้น โดยจะเดินหน้าจับตาและตรวจสอบโครงการของรัฐอย่างเข้มงวด รวมทั้งรัฐบาลยุค คสช.

ที่มา kapook

ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , คลิปข่าว

“คดีเกาะเต่า”ยังไม่สิ้นสงสัย คาใจวิชามาร “กวนดีเอ็นเอ”

คดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยว เกาะเต่าใกล้จบแต่ยังไม่จบ วงการนิติวิทยาศาสตร์กลัววิชามาร “กวนดีเอ็นเอ”โลกโซเชียลฯทำใจหากฆาตกรตัวจริงลอยนวล

แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร.และ นายวรพันธ์ ตู้วิเชียร หรือ ผู้ใหญ่วอ เจ้าของร้านเอซีบาร์ กับ นายวรท หรือ นมสด หรือ โดโด้ ตู้วิเชียร ลูกชายจะออกมาร่วมแถลงข่าวยืนยันความบริสุทธิ์ด้วยการโชว์การตรวจ อีเอ็นเอ ต่อกองทัพสื่อมวลชนไปแล้ว แต่แทนที่จะหายสงสัยกลับมีคำถามตามหลังมาอีกมากมาย ซึ่งล้วนแต่ เป็นคำถามเดิมๆ ที่นายตำรวจใหญ่ และ 2 พ่อลูกกลับไม่ยอมชี้แจง

นายวรพันธุ์ ตู้วิเชียร หรือผู้ใหญ่วอ เจ้าของร้านเอซีบาร์ พานายวรท ตู้วิเชียร หรือโดโด้ บุตรชาย ซึ่งถูกโจมตีทางโซเชียลเน็ตเวิร์กว่าเป็นผู้มีอิทธิพล และเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา เดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขอตรวจดีเอ็นเอเพื่อเปรียบเทียบกับตัวอย่างดีเอ็นเอที่เก็บได้ในตัวผู้เสียชีวิต(30 ต.ค.)

นายวรพันธุ์ ตู้วิเชียร หรือผู้ใหญ่วอ เจ้าของร้านเอซีบาร์ พานายวรท ตู้วิเชียร หรือโดโด้ บุตรชาย ซึ่งถูกโจมตีทางโซเชียลเน็ตเวิร์กว่าเป็นผู้มีอิทธิพล และเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา เดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขอตรวจดีเอ็นเอเพื่อเปรียบเทียบกับตัวอย่างดีเอ็นเอที่เก็บได้ในตัวผู้เสียชีวิต(30 ต.ค.)

ไม่ว่าจะเป็นชายต้องสงสัยที่ปรากฏในวงจรปิด หรือขั้นตอนการตรวจเก็บดีเอ็นเอ ว่า ชัวร์ น่าเชื่อถือ และ ไม่สามารถสลับสับเปลี่ยนกันได้

ประเด็นเหล่านี้ ยังคงค้างคาใจผู้คนในวงกว้าง โดยเฉพาะสังคมออนไลน์ ยังไม่มีกระแสใดยอมรับการแถลงข่าวของตำรวจ และครอบครัว ตู้วิเชียรในครั้งนี้กลับเรียกร้องให้ตำรวจออกมาชี้แจง ถึงประเด็นภาพเคลื่อนไหวของชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่ถอดเสื้อ สวมกางเกงขาสั้นวิ่งไปมานั้น ใช่คนเดียวกับนายวรท หรือไม่ เพราะ จากลักษณะต่างๆเช่นทรงผมมีจอนแหลม กับแขนข้างซ้ายคอก หรือโก่งงอไม่เข้ารูป นอกจากนั้นยังมีส่วนสูงที่ตรงกัน โดยประเด็นนี้ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวแบบผ่านๆ คล้ายตัดบทว่า วันเวลาดังกล่าว เมื่อตรวจพิสูจน์ไม่พบว่า นายวรท อยู่เกาะเต่าจึงไม่จำเป็นต้องนำตัวมาสอบสวนซึ่งขัดแย้งกับข้อสังเกตของนักสืบไซเบอร์อย่างจัง

ดังนั้นหากในการแถลงครั้งล่าสุดนี้ ถ้ามีการอธิบายกันอย่างละเอียดถึงประเด็นต่างๆที่ว่านี้ สังคมจะได้ประโยชน์ เพราะ มีความชัดเจนมากขึ้น

ประเด็นต่อไป คือการเก็บหลักฐานต่างๆของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเฉพาะตัวอย่างดีเอ็นเอ ของ 2 ผู้ต้องหาชาวพม่านั้นมีขั้นตอนตรวจรับกันอย่างไร เก็บไว้ที่ไหน และ สามารถนำไปสลับสับเปลี่ยนกันได้หรือไม่

ซึ่งตามปกติหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจเก็บดีเอ็นเอ ก็คือ สถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม และ อีกหน่วยงานหนึ่ง คือ กลุ่มงานตรวจชีววิทยาและดีเอ็นเอ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ แต่กรณีเกาะเต่าไม่มีสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ฯของแพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยจึงอยู่ที่ 2 หน่วยงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งควรอธิบายขั้นตอนต่างๆให้ประชาชนที่สนใจคดีได้เห็นภาพและเกิดความเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจมากขึ้น

สำหรับขั้นตอนการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ นั้นถือว่า เป็นความก้าวหน้าทางนิติวิทยาศาสตร์ที่กระบวนการยุติธรรมทั่วโลกให้การยอมรับเพราะโอกาสคลาดเคลื่อนมีเท่ากับ 0 เปอร์เซ็นต์ซึ่งขั้นตอนตามปกติจะเริ่มจากการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ในที่เกิดเหตุ ขั้นที่สองคือการสกัดจากเซลล์ตัวอย่างที่เก็บมาอาทิเลือด น้ำลาย เนื้อเยื่อ คราบอสุจิ กระดูกและเส้นผมเป็นต้น ขั้นตอนที่สามตรวจแยกลายพิมพ์ดีเอ็นเอ และสุดท้ายคือการแปลผลลายพิมพ์

ขณะเดียวกัน มีการพูดถึงการตรวจดีเอ็นเอ คดีเกาะเต่า กันอย่างกว้างขวางด้วยจนเกิดศัพท์เฉพาะขึ้นมาคำหนึ่งว่า “กวนดีเอ็นเอ” หมายถึง มีการนำเอาดีเอ็นเอ ผู้ต้องหามาผสมกับดีเอ็นเอ ของน.ส.ฮันนาห์ วิทเธอร์ริดจ์ เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังมีอีกหลายขั้นตอนที่มัดตัว 2 หม่องจนดิ้นไม่หลุด ซึ่งแม้จะดูเป็นการหวาดระแวงต่อต้นธารยุติธรรม หรือ ตำรวจไทยมากเกินไป แต่เป็นกระแสที่เกิดขึ้นจริงตาม “ต้นทุน”ของตำรวจเองจากอดีตจนถึงปัจจุบันเพราะการเก็บหลักฐานสำคัญที่สุดนี้ก็อยู่ในเงื้อมมือของตำรวจ

เรียกว่าสอบเอง จับเอง รวบรวมพยานหลักฐานเองและส่งฟ้องเองจึงเกิดเป็นข้อครหามาได้ทุกยุคทุกสมัย

เมื่อกลับไปดูการทำงานของตำรวจไทย จะเห็นได้ว่าเดินสวนทางกับความสงสัยของชาวโซเชียล อย่างสิ้นเชิง นอกจากไม่เคยติดใจกลุ่มมาเฟียไทยบนเกาะเต่าแล้ว ยังดูประหนึ่งว่า ภาระหน้าที่ของตำรวจหมดสิ้นแล้วเมื่อส่งสำนวนถึงมืออัยการ หากแต่ยังทิ้งความขุ่นข้องหมองใจให้กับคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่เกรงว่าฆาตกรตัวจริงกำลังจะลอยนวล
ดังนั้นความกดดันเสียดทานต่างๆอาจจะส่งตรงไปยัง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร.ในฐานะผู้รับผิดชอบสูงสุดขององค์กรจำเป็นต้องแบกรับต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา  http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9570000125302

ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , คลิปข่าว

สลด พ่อตรอมใจตาย คาดเหตุทำใจไม่ได้ลูก 3 ขวบจมน้ำดับ

สลด ชายพิจิตรเป็นลมดับคาบ้าน ตรอมใจตาย หลังจากไม่ยอมกินข้าวมาหลายวัน เนื่องจากทำใจไม่ได้ ที่ลูกชายบุญธรรมวัย 3 ขวบ จมแม่น้ำยมตาย

พ่อตรอมใจตาย ลูกจมน้ำตาย

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านพบคนเสียชีวิตที่บ้านหลังหนึ่งใน ต.รังนก อ.สามง่าม จ.พิจิตร ทราบชื่อคือ นายวิรัชน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี เจ้าของบ้านดังกล่าว นั่งเสียชีวิตใบหน้าพาดอยู่กับกระติกน้ำ ในมือถือไฟฉายอยู่

ทั้งนี้จากการสอบสวนพี่สาวของนายวิรัชน์ ทราบว่า หลังจากที่ ด.ช.บอล (นามสมมติ) ได้ขี่รถจักรยานตกไปในแม่น้ำยม เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา และพบศพในวันต่อมานั้น นายวิรัชน์ซึ่งเป็นพ่อบุญธรรมของ ด.ช.บอล ก็มีอาการเศร้าโศกเสียใจ ซึ่งวันที่ ด.ช.บอล เสียชีวิตตนและญาติคนอื่นพยายามให้นายวิรัชน์กินข้าว แต่นายวิรัชน์ก็บ่ายเบี่ยง ซึ่งญาติทุกคนก็ยุ่งจึงไม่มีเวลาดูแล

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นวันเผาศพ ด.ช.บอล แต่นายวิรัชน์ไม่ยอมเดินทางไปร่วมงานศพ ทำให้ชาวบ้านแปลกใจ และมาตามที่บ้าน จึงพบว่านายวิรัชน์เสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดจากการเป็นลม เนื่องจากไม่ยอมกินข้าวมาหลายวัน โดยน่าจะเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา เนื่องจากในมือยังถือไฟฉายอยู่ ทั้งนี้ตำรวจได้มอบศพให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลต่อไป เนื่องจากไม่มีญาติคนใดติดใจการตายของนายวิรัชน์

ที่มา: กระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก สปริงนิวส์

http://hilight.kapook.com/view/110469

โจรใจทราม! ฉุนสาวบอกเลิก บุกข่มขืนแม่ แก้แค้น

ทนายความร้องสื่อให้ตำรวจ จ.ตรัง เร่งติดตาม 2 คนร้าย ที่ร่วมกันก่อเหตุแก้แค้นแฟนสาวที่บอกเลิกไม่ยอมคืนดี ด้วยการบังคับแม่แฟนสาวไปข่มขืน

ข่มขืนแม่ แก้แค้น

นายสุริยะ เภรีภาส ทนายความ นำผู้เสียหาย มาแสดงหลักฐานร่องรอยการถูกคนร้าย ซึ่งก็คืออดีตแฟนหนุ่มของลูกสาว จับใส่กุญแจมือ พาตัวขึ้นรถไปข่มขืนกระทำชำเรา ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน ให้ตำรวจเร่งติดตามตัวคนร้ายเพราะศาลได้ออกหมายจับแล้วและผู้เสียหายก็มีที่ อยู่ภาพถ่าย เป็นหลักฐานชัด เพราะรู้จักคนร้ายมาหลายปีแต่ผ่านมานับเดือน คดีก็เงียบหายไปไม่คืบหน้า

โดยคนร้ายคือนายธเนศ วงศ์มีแสง อายุ39 ปี ซึ่งเป็นลูกชายเจ้าของธุรกิจรายใหญ่ใน จ.สุราษฎร์ธานี และเป็นอดีตแฟนหนุ่มของลูกสาวผู้เสียหาย และนางสาวกมลวรรณ สุนทรสุข อายุ 28 ปี ชาว จ.ชุมพร ผู้ร่วมลงมือ ซึ่งศาล จ.ตรังอนุมัติ ออกหมายจับทั้ง 2 คน ตั้งแต่เดือนกันยายนแต่ถึงขณะนี้ก็ไม่มีความคืบหน้า

ล่า สุด เมื่อวานนี้ พลตำรวจตรีจีรวัฒน์ อุดมสุด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง ได้สั่งการให้ สถานีตำรวจภูธรนาโยง เร่งติดตามตัว 2 คนร้าย ตามหมายจับทั้ง 2 ราย พร้อมฝากให้ผู้ต้องหาออกมาแสดงตนเพื่อแสดงความบริสุทธิ

ทั้งนี้ทาง ตำรวจ จ.ตรังยืนยันว่า ได้ประสานงานกับตำรวจท้องที่ จ.สุราษฎร์ธานี ให้เฝ้าติดตามและจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย มาโดยตลอด แต่ผู้ต้องหาได้หลบหนีออกนอกพื้นที่ จึงยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ในขณะนี้
ที่มา: http://news.bugaboo.tv/watch/151010?link=2 / postjung

ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , คลิปข่าว

สยบข่าวลือ! “ปู” โพสต์ภาพควง “แม้ว” อุ้มแพนด้า

เฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ได้โพสต์ข้อความ พร้อมรูปภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ “น้องไปป์ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร” บุตรชาย เที่ยวสวนสัตว์ เมืองเฉิงตู ในมณฑลเสฉวนของจีน โดยข้อความระบุว่า

 ปู โพสต์ภาพควง แม้ว อุ้มแพนด้า

“แวะไปสวนสัตว์แพนด้า ที่เมืองเฉิงตู ในมณฑลเสฉวนของจีน ที่นี่เป็นสวนสัตว์ที่มีแพนด้าอยู่สองชนิดค่ะคือ แพนด้าที่เราคุ้นเคยคือแพนด้าที่นี่เขาเรียกว่า Giant Panda มีอยู่ประมาณ 2,000 ตัวในโลกกับ แพนด้าแดง หรือ Red panda นิสัยจะดุกว่าหน่อย เลยไม่ได้เข้าใกล้เพราะเขาขี้อาย อยู่ตามต้นไม้ พบได้ใน ประเทศจีน เนปาล อินเดีย ธิเบต ภูฏานและ เมียนมาร์ มีราว 5,000 ตัวจากทั่วโลก เสียดายวันนี้ไม่ได้เจอหลินปิงที่น้องๆคิดถึง เพราะหลินปิงถูกเลี้ยงไว้อีกที่หนึ่งที่เขาต้องอนุรักษ์ให้อยู่ตามธรรมชาติและดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ก็ประทับใจที่ได้อุ้มหมีแพนด้าอายุ 3 เดือน และอัดคลิปแพนด้ามาฝากเด็กๆด้วยค่ะ”

ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกต ว่า การโพสต์ภาพดังกล่าว อาจเป็นการกลบกระแสข่าวลือ ในโลกออนไลน์ที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตำรวจสากลจับที่จีน ตามคำร้องขอของรัฐบาลไทย

ที่มา posttoday

ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , คลิปข่าว

จ่อยิงวินจยย.ดับกลางเมืองภูเก็ต ต่อหน้าลูกวัย12ขวบ! คาดปมขับรถปาดหน้า (คลิป)

YouTube Preview Image

เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 30 ต.ค. ร.ต.อ.ราชันย์ พรรณไวย์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ต รับแจ้งทางโทรศัพท์จากพลเมืองดีว่ามีเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนจ่อยิงผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง เป็นชายเสียชีวิตคาที่ ต่อหน้าลูกชายวัย 12 ปี ที่นั่งซ้อนท้ายมาด้วย คนร้ายก่อเหตุอย่างอุกอาจ กลางวันแสกๆ บริเวณต้นถนนรัษฎานุสรณ์หรือถนนสายบ้าน กู้กู หมู่ที่ 5 ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต และจุดเกิดเหตุยังอยู่ใกล้กับสี่แยกสัญญาณไฟจราจรมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต ข้างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) สาขาถนนเทพกระษัตรี ซึ่ง เป็นย่านชุมนุมชนที่หนาแน่น และมีการจราจรคับคั่งตลอดเวลา ขอให้เดินทางไปตรวจสอบด้วย

จ่อยิงวินจยย.ดับกลางเมืองภูเก็ต ต่อหน้าลูกวัย12ขวบ

หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.เสริมพันธ์ ศิริคง ผู้กำกับการสถานีตำรวจ ภูธรเมืองภูเก็ต พ.ต.ท.เศียร แก้วทอง พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ต.ท.กิตติ ศักดิ์ หนูผึ้ง นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจภูธรจังหวัด ภูเก็ตและอาสาสมัครมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบกลุ่มประชาชนกำลังมุงดูเหตุการณ์อยู่เป็นจำนวนมาก จากการตรวจสอบพบศพนายเฉลียว หรือ โกเหลียว ปิยะภานีกุล อายุ 47 ปี อยู่ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต สวมเสื้อเชิ้ตสีเหลือง และมีเสื้อกั๊กวินจักรยานยนต์รับจ้างสีส้ม หมาย เลข 12 ทับอีกชั้นหนึ่ง และสวมกางเกงขายาวสีดำ สวมรองเท้าแตะ เสียชีวิตในสภาพนอนคว่ำหน้าจมกองเลือดติดอยู่กับเสาไฟฟ้าข้างถนน

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชันสูตรพลิกศพเบื้องต้น พบว่าคนร้ายใช้อาวุธปืนขนาด 9 มิลลิเมตร จ่อยิงนายเฉลียว หรือ โกเหลียว ปิยะภานีกุล กระสุนเจาะเข้าที่บริเวณเหนือคิ้วด้านซ้ายกระสุนฝังใน 1 นัด และบริเวณใกล้กัน พบรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ยี่ห้อ ฮอนด้า ป้ายทะเบียน 1 กข-6735 ภูเก็ต จอดอยู่ และเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุยังพบปลอกกระสุนขนาด 9 มิลลิเมตร จำนวน 3 ชิ้น เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เพื่อดำเนินการต่อไป

จากการสอบสวนผู้เห็นเหตุการณ์ใกล้เคียงในเบื้องต้นและสันนิษฐานสาเหตุการยิงกันในครั้งนี้น่าจะเกิดมาจากขับขี่รถจักรยานยนต์ปาดหน้ากันและพูดจาในทำนองถากถางและทะเลาะวิวาทหรือมีปัญหาความขัดแย้งส่วนตัวด้านอื่น โดยเมื่อนายเฉลียว ขับขี่รถจักรยานยนต์มากับบุตรชายวัน 12 ปี เพื่อจะไปทำงาน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ได้ร้องบอกให้ลูกชายที่นั่งซ้อนท้ายอยู่ เดินออกไปห่างจากที่เกิดเหตุ ในระหว่างนั้นคนร้ายชายขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอด เทียบด้านข้างขวา และลงจากรถ ในขณะที่นายเฉลียว กำลังจะเดินเข้าไปหา ปรากฏว่า คนร้ายชักอาวุธปืนออกมาจากเอว แล้วจ่อยิงในทันที ต่อหน้าลูกชายและประชาชน ที่ขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่จอดอยู่เป็นจำนวนมาก จากนั้นคนร้ายเดินไปขับขี่รถจักรยานยนต์ อย่างช้าๆ และหลบหนีไปทางบ้านกู้กู

พ.ต.อ.เสริมพันธ์ ศิริคง ผกก.สถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ต เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวน ได้รวบรวมข้อมูลภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิด ทราบรูปพรรณสัณฐานคนร้ายเบื้องต้นแล้ว มีลักษณะรูปร่างสันทัด ผอมสูง ประมาณ 165 เซนติเมตร สวมกางเกงยีนส์ขายาว เสื้อแจ็กเก็ตสีดำ และสวมหมวกนิรภัยแบบเต็มใบ พร้อมกับตรวจสอบประวัติกลุ่มมือปืนที่อยู่ในซุ้มต่างๆ และสันนิษฐานว่าเป็นมืออาชีพ ที่ลงมือยิงอย่างตั้งใจ ไม่ลังเลหรือใจเย็นและโหดเหี้ยมมาก

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งรายละเอียด รูปพรรณคนร้ายรายนี้ ไปยังสถานีตำรวจภูธรต่างๆ ในพื้นที่ และกำชับ เจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจภูเก็ต บ้านท่าฉัตรชัย อำเภอถลาง เพิ่มมาตรการกวดขันตรวจสอบขาออกจากเกาะภูเก็ต รวมทั้งตรวจสอบอพาร์ตเม้นต์ โรงแรมในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ เพื่อเร่งไล่ล่าตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย คาดว่าจะได้ตัวคนร้ายในเร็วๆนี้

ที่มา ข่าวสดออนไลน์

ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , คลิปข่าว

อึ้ง! จัสมิน ไอดอลสาวไต้หวัน ถูกแฉคลิปพยายามปล้ำผู้ชาย

อึ้ง! จัสมิน ไอดอลสาวไต้หวัน ถูกแฉคลิปพยายามปล้ำผู้ชาย

YouTube Preview Image

เว็บไซต์ ettoday มีรายงานข่าวซึ่งกำลังเป็นที่ฮือฮาทั่วสื่อไต้หวันในขณะนี้ เมื่อ จัสมิน (Jasmine : 小茉莉) ไอดอลสาวคนดังของไต้หวัน เจ้าของใบหน้าสวยหวานและหน้าอกไซส์ 32E ได้ถูกแฉคลิปฉาวขณะเจ้าตัวกำลังพยายามปล้ำหนุ่มหล่อ ภายในห้องรับรองของคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่ง

 จัสมิน ไอดอลสาวไต้หวัน

รายงานระบุว่า เหตุการณ์ในคลิปเกิดขึ้นในคืนวันที่ 2 มิถุนายน 2555 หลังจากที่คลินิกปิดทำการแล้ว โดยในจังหวะที่หนุ่มหล่อซึ่งเป็นอดีตผู้จัดการของเธอเดินเข้ามา จัสมิน ก็ตรงเข้าไปคว้าไหล่ของเขาและพยายามจูบชายหนุ่มบนโซฟา แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะกลัวใครมาเห็นจึงพยายามบ่ายเบี่ยงและลุกหนีไป แต่ถึงอย่างนั้นสาวน้อยรายนี้ก็ยังไม่ยอมหยุดง่าย ๆ เธอตามไปกอดเขาแน่นและผลักชายหนุ่มให้นั่งบนโซฟาหน้าเคาน์เตอร์ พร้อมบอกว่า “ฉันอยากจะปล้ำนายตรงนี้เลย” ก่อนที่ทั้งคู่จะกอดจูบกัน แต่ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าสถานการณ์เลยเถิดไปถึงขนาดไหน

ที่มา kapook
ข่าวดาราบันเทิงข่าวดาราวันนี้,  ข่าวดาราล่าสุดข่าวดารา

หัวอกคนเป็น “แม่” ขายข้าวโพดจนดึกดื่น ส่งลูกเรียนศิลปากร

ไปอ่านเจอเรื่องราวในแฟนเพจ Silpakorn University ที่แชร์  เรื่องราวของคุณแม่คนเก่ง ที่นั่งหลังขดหลังแข็งขายข้าวโพดต้มจนดึกดื่น เพื่อหาเงินส่งลูกสาวเรียน อ่านแล้วอยากนำข้อความเหล่านั้นมาบอกเล่า

"แม่" ขายข้าวโพดจนดึกดื่น ส่งลูกเรียนศิลปากร

ซึ้งใจ..หัวอกและความอดทนของคนเป็น “แม่” ที่ส่งลูกเรียนรั้วศิลปากร

เจอป้าท่านนี้นั่งขายข้าวโพดต้มอยู่ในปั้มเวลาก็ล่วงไปเกือบห้าทุ่มแล้ว ปกติไม่เคยเห็นเลยถามป้าว่าทำไมได้มาขายอยู่นี่ ป้าบอกปกติขายอยู่ในตลาดโต้รุ่ง แต่วันนี้ขายไม่หมด แต่ด้วยความที่ลูกสาวเพิ่งเข้าปี 1 คณะวิทยาศาสตร์ ม.ศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม เงินที่ให้ไปเมื่อครั้งลงไปรายงานตัวเดือนที่แล้ว 21,000 บาท จ่ายนู่นนี่นั่นตอนนี้เงินที่ลูกสาวเหลืออยู่กับตัว 2,000 บาท

นั่นเป็นเหตุผลที่ยังเข้าบ้านไม่ได้ถ้าข้าวโพดยังไม่หมด!!!

“บ้านอยู่ห้วยแอ่ง ปลูกข้าวโพดรอจนโตแล้วหักมาต้มขายในเมืองถุงละ 20 บาท มี 4 ฝัก คำนวนคร่าวๆ เงิน 21,000 บาทที่เพิ่งจ่ายไป ต้องปลูกและต้มข้าวโพดขาย 4,200 ฝัก นี่ยังไม่ได้หักต้นทุน”

ฉะนั้นน้องๆนักศึกษาที่รักทั้งหลาย เรื่องนี้ให้แง่คิดว่า อย่าถอนรายวิชา อย่าแก้เอฟ อย่ารีรหัส อย่าดูหนังโรง อย่ากินของแพง อย่าอยู่หอหรูตามเพื่อน อย่ากินเหล้ากินเบียร์ อย่าเลี้ยงข้าวผู้สาว บ่อยนักนะครับท่าน เหลือโตนผู้เฒ่าที่หลังขดหลังแข็งหาเงินส่งสูเจ้าเรียนหนังสือแน้เด้อ

ขอขอบคุณ คุณอลงกรณ์ อรรคแสง เจ้าของภาพและเรื่องราวบอกเล่า

เมื่อตามไปอ่านคอมเม้นต์ด้านล่างในแฟนเพจก็มี ข้อความแชร์ต่อมาว่า เรื่องราวที่ได้อ่านกันนั้นเป็นความจริง โดยผู้หญิงคนดังกล่าวเป็นแม่ของ นักศึกษาหญิง ชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเอกเคมี ผ่านการเข้ามหาวิทยาลัยด้วยระบบAdmission และมีคะแนนค่อนข้างสูง เพราะเลือกสาขาเคมีไว้อันดับ 1 ล่าสุดทางคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ประสานงานกับนักศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนี้จะเป็นขั้นตอนของคณะฯ ในการประสานความช่วยเหลือพิจารณาให้ทุนการศึกษาต่อไป

อ่านเรื่องราวทั้งหมดได้ที่ : Silpakorn University
ที่มา: http://campus.sanook.com/1374497/หัวอกคนเป็น-แม่-ขายข้าวโพดจนดึกดื่น-ส่งลูกเรียนศิลปากร/

ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , คลิปข่าว

นร. มะกันคลั่ง กราดยิงในโรงเรียนดับ 1 เจ็บ 4 แล้วยิงตัวตาย

นักเรียนมะกันคลั่ง ก่อเหตุกราดยิงในโรงอาหารของโรงเรียน ดับ 1 เจ็บ 4 จากนั้นยิงตัวตาย

YouTube Preview Image

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า เกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมแมรีส์วิลล์พิลชัค ในรัฐซีแอตเติล เมื่อวานที่ผ่านมา (24 ตุลาคม 2557) เหตุเกิดขึ้นราว 10.39 น. เมื่อมีคนได้ยินเสียงปืนนัดแรกดังขึ้นจากโรงอาหาร และนักเรียนที่อยู่ในบริเวณนั้นพากันวิ่งหนีฮือ

นร. มะกันคลั่ง กราดยิงในโรงเรียน

ผู้ก่อเหตุคือนักเรียนชายวัย 14 ปี ชื่อเจย์เลน ฟรายเบิร์ก ได้ยิงใส่นักเรียนหญิงคนหนึ่งเสียชีวิต แล้วยิงนักเรียนคนอื่นอีก 4 คน เป็นชาย 2 หญิง 2 ก่อนยกปืนจ่อหัวตัวเอง แล้วยิงตัวตาย ผู้บาดเจ็บทั้ง 4 ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ซึ่งทั้งหมดมีอาการสาหัส หนึ่ง ด้านนักเรียนคนอื่น ๆ เจ้าหน้าที่ได้พาอพยพไปยังโบสถ์ใกล้โรงเรียน เพื่อรอผู้ปกครองมารับตัว

สำหรับสาเหตุของการกราดยิงครั้งนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ตามรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ส์ระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นสมาชิกชมรมมวยปล้ำและฟุตบอลของโรงเรียนด้วย ส่วนเพื่อนร่วมห้องบอกว่า ฟรายเบิร์กเป็นคนสนุกสนาน เมื่อสองวันที่แล้วเขายังไม่ดูคลั่งแบบนี้

ที่มา kapook
ข่าวเด่น , ข่าวต่างประเทศ , คลิปข่าว

วอร์เร็น บัฟเฟตต์ ลงทุนพลาด สูญเงิน 6.4 หมื่นล้านใน 2 วัน

วอร์เร็น บัฟเฟตต์ สูญเงิน 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.4 หมื่นล้านบาท) ภายใน 2 วัน หลังลงทุนผิดพลาดใน 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ IBM และ โค้ก

วอร์เร็น บัฟเฟตต์ ลงทุนพลาด สูญเงิน 6.4 หมื่นล้านใน 2 วัน

 

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2557 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า วอร์เร็น บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีชื่อดังและนักลงทุนชื่อก้องโลกชาวอเมริกัน ซีอีโอแห่งบริษัท เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ มีอันต้องสูญเงินมหาศาลถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.4 หมื่นล้านบาท) ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 วัน หลังเก็งกำไรผิดพลาดในหุ้นของบริษัท IBM และ โค้ก

รายงานระบุว่า ทั้ง IBM และ โค้ก นับเป็นหนึ่งในการลงทุนก้อนใหญ่ของบัฟเฟตต์ โดยความเจ็บปวดครั้งนี้ของพ่อมดแห่งการลงทุนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา หลังราคาหุ้นของ IBM ที่บัฟเฟตต์ถือครองกว่า 70 ล้านหุ้น ดิ่งลง 7% และปรับร่วงลงกว่า 13% แล้วในปีนี้

และตามซ้ำด้วยราคาหุ้นของโค้กที่ดิ่งลง 6% ในวันอังคารที่ผ่านมา หลังรายงานผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าที่หวังไว้ โดยที่บัฟเฟตต์มีหุ้นของโค้กอยู่ในการถือครองถึง 400 ล้านหุ้น

ก่อนหน้านี้ช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา บัฟเฟตต์เพิ่งตกเป็นข่าวตัดสินใจเทขายทิ้งหุ้นของบริษัทค้าปลีกชื่อดังอย่าง เทสโก้ ที่ถือครองไว้มากกว่า 245 ล้านหุ้น หลังจากที่เขาทยอยซื้อหุ้นของเทสโก้สะสมไว้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี พร้อมประกาศว่าการลงทุนในเทสโก้เป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงของเขา

ที่มา kapook

ข่าวเด่น , ข่าวต่างประเทศ , คลิปข่าว

มีน พีชญา กลายเป็นนางเอกปากหนัก หลังไม่ขอบคุณคนช่วยเหลือสักคำ

มีน พีชญา กลายเป็นนางเอกปากหนัก หลังคนมาช่วยยกกรวยที่ขวางรถออก แต่ไม่ขอบคุณสักคำ ชาวเน็ตวิจารณ์เพียบ

25_001

วันที่ 24 ตุลาคม 2557 คุณ เขย่งยิ้ม สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ได้ตั้งกระทู้ชื่อว่า “ดราม่าเล็ก ๆ กับพฤติกรรมน้องมีน พิชญา” ซึ่งในกระทู้กล่าวถึงนางเอกสาวปากหนัก ที่ได้รับการช่วยเหลือจากคนที่มาช่วยยกกรวยที่ขวางหน้ารถออกให้ เเต่กลับไม่ได้รับคำขอบคุณกลับมาสักคำ จนทำให้ผู้ที่เข้ามาช่วยดังกล่าวเสียความรู้สึก และมาระบายลงในอินสตาแกรม จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ในขณะนี้ ซึ่งข้อความดังกล่าวระบุว่า…

“เข้าใจนะคะว่าน้องรีบ อาจมีงานต่อ หรืออาจอยากพักผ่อน อาจจะแค่เป็นคนช่วยยกกรวยที่ขวางหน้ารถของคุณ ในขณะที่หากรถคุณเคลื่อนออกไปกรวยก็จะติดหน้ารถคุณไปด้วย แค่การลดกระจกลงแล้วกล่าวคำขอบคุณ (ไม่จำเป็นต้องเป็นจากน้องมิน เพียงแค่จากคนขับรถ) คงไม่ทำให้เสียเวลามากนะคะ แค่อยากให้รู้ว่าเสียความรู้สึกค่ะ”

25_001_2

อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการของสาวมีนก็ได้ออกมาโพสต์ขอโทษกับเรื่องราวดังกล่าวว่า…

“ขอโทษด้วยนะคะ ที่ทำให้เกิดความรู้สึกเเบบนี้ เเละขอขอบคุณมากนะคะ เพราะตอนขึ้นรถไปเเล้วก็ไม่ได้มองข้างหลังเลย ขอโทษเเละขอบคุณค่ะ”

หลังจากที่ชาวเน็ตต่างได้เห็นข้อความและกระทู้ดังกล่าว ก็ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันจำนวนมาก โดยบางคนบอกว่าผู้ที่มาเอากรวยออกให้น่าจะคิดมากไปเอง บ้างก็บอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริง นางเอกสาวก็ควรจะขอบคุณบ้าง

ที่มา kapook

ข่าวดาราบันเทิงข่าวดาราวันนี้,  ข่าวดาราล่าสุดข่าวดารา

มหาเศรษฐี ตบรางวัลลูกน้อง แจกรถ แจกเพชร

สำนักข่าวบีบีซี เผยในรายงานเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2557 ว่า นายสาวจี โดลาเกีย เจ้าของบริษัทส่งออกเพชรดังกล่าว ได้มอบรางวัลรถยนต์ 491 คัน อพาร์ทเม้นท์เพื่ออยู่อาศัยเป็นบ้าน 200 ห้อง และเครื่องประดับเพชรอีก 252 ชิ้น เป็นโบนัสแก่พนักงานที่มีผลงานดีเด่นที่ทำงานอยู่ในเครือบริษัทของเขาทั่วโลก ทั้งในจีน เบลเยียม และอเมริกา เนื่องในโอกาสเทศกาลทิวาลี (Diwali) ซึ่งเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองสำคัญของชาวฮินดู

มหาเศรษฐี ตบรางวัลลูกน้อง แจกรถ แจกเพชร

บอสใจป๋ารายนี้กล่าวว่าในงานเลี้ยงพิเศษว่า “บริษัทนี้มีรายได้ก็เพราะพวกคุณ ถ้าพวกคุณมีความสุข เราก็จะเติบโตไปได้มากกว่านี้ พวกคุณจึงควรมีความสุขจากกำไรของผมด้วย”

การตบรางวัลเป็นป๋า ๆ ของนายสาวจี เริ่มต้นขึ้นในปี 2555 เมื่อเขาได้ให้รถยนต์ 3 คันแก่พนักงานดีเด่น ในปีที่แล้วก็แจกไปอีก 72 คัน จนปีนี้ก็แจกอย่างอู้ฟู่อีกเพียบ ถึงขนาดที่พนักงานบางรายจะไปลงเรียนขับรถ เพื่อจะได้กลับมาขับรถที่ได้รับเป็นรางวัลได้ทีเดียว

ที่มา postjung

ข่าวเด่น , ข่าวต่างประเทศ , คลิปข่าว

เด็กน้อยที่แม่อ้างว่าเป็นลูกชายจัสติน บีเบอร์ บัดนี้โตแล้วดูเหมือนใครนะ

เด็กน้อยที่แม่อ้างว่าเป็นลูกชายจัสติน บีเบอร์ บัดนี้โตแล้วดูเหมือนใครนะ

ลูกชายจัสติน บีเบอร์

ยังจำข่าวที่ช๊อคโลกเมื่อ 3 ปีก่อนได้ไหม เมื่อสาววัย 20 ปี Mariah Yeater เธอออกมาเรียกร้องให้จัสติน บีเบอร์ รับรู้ว่าตอนนี้เธอตั้งท้องลูกกับเขาแล้วนะ และเป็นเรื่องราวใหญ่โตมีการฟ้องร้องมากมายแต่สุดท้าย ช่วงเด็กในท้องอายุ 5 เดือน เธอก็ขอยุติการฟ้องจัสติน และยังไม่เชื่อในผลการตรวจดีเอ็นเอของนักร้องหนุ่มด้วย มาราย์บอกว่า เธอบอกสื่อว่า ได้ซั่มแบบไร้ถุงกับบีเบอร์ที่ Staples Center ฝั่งนักร้องปฏิเสธไม่เคยเห็น/รู้จักมาราย์เลย จะไปซั่มกันได้อย่างไร แถมยังเป็นการซั่มเพียง 6 วินาทีเท่านั้น !!!

มาวันนี้ ลูกของมาราย์เติบโตขึ้นมาน่ารักทีเดียว แต่หลายคนก็แอบคิดไม่ได้ว่า เจ้าหนูหน้าเหมือนใครนะ
ลูกชายจัสติน บีเบอร์

ลูกชายจัสติน บีเบอร์
บีเบอร์ตอนเด็ก
ลูกชายจัสติน บีเบอร์

ที่มา postjung
ข่าวเด่น , ข่าวต่างประเทศ , คลิปข่าว

คลิปฉาว คู่รักจีนมีเซ็กส์กลางแจ้ง ตำรวจไล่ก็ไม่หยุด

คลิปฉาว คู่รักจีนมีเซ็กส์กลางแจ้ง ตำรวจไล่ก็ไม่หยุด

YouTube Preview Image

คลิปฉาว คู่รักจีนมีเซ็กส์กลางแจ้ง

ที่มา ข่าวสดออนไลน์

ข่าวเด่น , ข่าวต่างประเทศ , คลิปข่าว

ฉาว! ครูสาวทำรูปนู๊ดหลุดว่อนทั่วรร. หลังส่งให้ศิษย์รักดู

ครูสาวมะกันเผลอทำรูปเซลฟี่ร่างเปลือยหลุดว่อนไปทั่วโรงเรียน หลังส่งให้ศิษย์คนรักวัย17ปีดู สารภาพเคยร่วมเพศกันมาก่อน

ครูสาวทำรูปนู๊ดหลุด

เว็บไซต์ข่าวมิร์เรอร์ อังกฤษ รายงานเรื่องราวสุดฉาวที่เกิดขึ้นในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายแห่งหนึ่งในเมืองฮิวสตัน รัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา เมื่อเกิดเหตุ ‘แอชลีย์’ อาจารย์สาววัย 24 ปี เกิดเผลอทำรูปเซลฟี่ร่างเปลือยเปล่าหลุดว่อนไปทั่วโรงเรียน หลังส่งให้ศิษย์หนุ่มคนรักวัย 17 ปีดู กลายเป็นเรื่องให้แอชลีย์ถูกสอบสวนจากทางโรงเรียน และต้องยอมรับสารภาพในเวลาต่อมาว่าเคยมีสัมพันธ์ทางเพศกับนักเรียนหนุ่มมาตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม

นักเรียนหนุ่มวัย17ปี สารภาพว่า อาจารย์แอชลีย์ได้ส่งรูปเปลือยให้จริงผ่านมือถือสมาร์ทโฟน และเขาเองก็ได้ส่งต่อไปให้เพื่อนคนอื่นดู ทั้งนี้ยังเคยมีเพศสัมพันธ์กับแอชลีย์ที่ห้องพักของเธออีกด้วย

เรื่องราวสุดฉาวดังกล่าวส่งผลให้แอชลีย์ตัดสินใจลาออก และตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาพรากผู้เยาว์ อย่างไรก็ตามแอชลีย์ได้ยื่นประกันตัวในวงเงิน 10,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 330,000 บาท

อย่างไรก็ตามกรณีทั้งหลายดังกล่าวกลายเป็นเรื่องถกเถียงในสื่อสังคมออนไลน์ในต่างประเทศขึ้นมา โดยบางส่วนมองว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่เด็กหนุ่มอายุ 17 ปี และหญิงสาววัย 24 ปี จะมีเพศสัมพันธ์กัน ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่าการพรากผู้เยาว์เป็นเรื่องที่ผิด ไม่ว่าผู้ใหญ่ผู้ก่อเหตุจะมีอายุเท่าใด และเป็นเพศใดก็ตาม

อนึ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่าน มีกรณีฉาวระหว่าง อาจารย์สาวและลูกศิษย์เกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง ในสหรัฐอเมริกา

ที่มา : mirror, dailymail, khou , posttoday

ข่าวเด่น , ข่าวต่างประเทศ , คลิปข่าว

หลอน!ชัตเตอร์กดติดวิญญาณ

ชมภาพชัตเตอร์กดติดวิญญาณจากทั่วทุกมุมโลก เผยบรรดาผู้ที่ได้ชมภาพ ต่างเชื่อว่าสิ่งแปลกปลอมที่เห็น น่าจะเป็นวิญญาณที่วนเวียนในสถานที่นั้น ๆ

ชัตเตอร์กดติดวิญญาณ, หลอน, ภาพติดวิญญาณ, วิญญาณ

เมื่อวันที่ 23 ต.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซด์ข่าวชื่อดังของต่างประเทศได้โพสต์ภาพถ่ายกดติดวิญญาณชวนขนหัวลุกจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งมีทั้งภาพถ่ายแบบเดี่ยว และภาพแบบหมู่คณะ ซึ่งแต่ละภาพที่นำเสนอจะมีสิ่งแปลกปลอมติดเข้ามาในรูปภาพ ลักษณะคล้ายใบหน้าของคน บางรูปก็เบลอเห็นได้จากที่ไกล แต่ที่เหมือนกันเกือบทุกภาพคือเจ้าของใบหน้าแปลกปลอมที่ปรากฎจะมีลักษณะใบหน้าซีดเซียว หดหู่ ทุกข์ทรมาน และน่าสะพรึงกลัว โดยบรรดาผู้ที่ได้ชมภาพ ต่างก็เชื่อว่าสิ่งแปลกปลอมที่เห็นน่าจะเป็นวิญญาณที่วนเวียนในสถานที่นั้น ๆ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของท่านผู้ชม.

ชัตเตอร์กดติดวิญญาณ, หลอน, ภาพติดวิญญาณ, วิญญาณ ชัตเตอร์กดติดวิญญาณ, หลอน, ภาพติดวิญญาณ, วิญญาณ

ขอขอบคุณภาพ-ข่าวจาก สำนักข่าวแมวเหมียว (Cat Dumb)
ที่มา เดลินิวส์ออนไลน์

ชาวบ้านวอนช่วยเหลือ สาวอายุ 26 แต่หน้าเหมือนเด็ก 10 ขวบ

ชาวบ้านวอนช่วยเหลือ สาวอายุ 26 แต่หน้าเหมือนเด็ก 10 ขวบ – อายหลบหน้าคนกว่าสิบปี

สาวอายุ 26 แต่หน้าเหมือนเด็ก 10 ขวบ

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2557 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้ง จากนายชรัตน์ พงษ์คะชา นายก อบต.โนนสะอาด อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร ว่ามีหญิงสาว อายุ 26 ปี แต่สูง 120 ซม. อาศัยอยู่บ้านไทยประสงค์ หมู่ที่ 10 ต.โนนสะอาด รูปร่างเล็กเตี้ย หน้าตาเหมือนเด็ก อายุ 10 ขวบ อาศัยอยู่กับป้า ฐานะยากจน วอนอยากทำงาน แต่สมัครงานไม่มีคนรับ เนื่องจากตัวเล็ก เนื่องจากเกรงถูกข้อหาใช้แรงงานเด็ก

จึงเดินทางไปตรวจสอบที่บ้านดังกล่าว และได้รับแจ้งจากนางรุณี ผู้เป็นป้าและเป็นผู้เลี้ยงมาตั้งแต่เด็กว่า ในแต่ละวัน น.ส.คุณากร หรือน้องส้มโอ เนหล้า อายุ 26 ปี จะซุกตัวหลบหน้าผู้คนอยู่บนบ้าน ไม่ยอมลงมาพบใคร เนื่องจากอายที่มีร่างกายเล็ก ไม่เหมือนเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันที่แต่งงานจนมีลูก และลูกเพื่อนกลับมาเล่นกับตนเองเหมือนเพื่อนเพราะร่างกายเท่ากัน

ผู้เป็นป้าเล่าว่า น้องคุณากร หรือน้องส้มโอ นั้น เป็นลูกของน้องสาว ที่แต่งงานแล้ว คลอดน้องส้มโอ ออกมาก็เป็นปกติดี น้ำหนักถึง 3,000 กรัม แต่แม่น้องส้มโอ ได้เลิกกับแฟน และได้นำมาฝากตนเลี้ยงตั้งแต่อายุ 6 เดือน ตนก็เลี้ยงและรักเหมือนลูกสาว ส่วนแม่ของน้องส้มโอ ก็ไปทำงานที่กรุงเทพ และแต่งงานใหม่ ไปอยู่อีกที่หนึ่ง ตนจึงขอเลี้ยงไว้ ต่อมา ร่างกายของน้องส้มโอ มาพบความผิดปกติเมื่ออายุ 10 ขวบ ไปวัดได้สูงแค่ 120 ซม. จากนั้นก็ไม่สูงขึ้นอีกทั้งที่อาหารการกินก็ไม่เคยขาดตกบกพร่องอะไร จนจบชั้น ม.3 ร่างกายก็เหมือนเดิม

ตั้งแต่นั้นมาน้องส้มโอเมื่อไปหาเพื่อนรุ่นเดียวกัน กลับพบว่าเพื่อนๆ หัวเราะและบอกว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน เพราะเพื่อนแต่ละคนก็มีลูกตัวเท่ากับน้องส้มโอ หลังจากกลับมาจากพบเพื่อนแล้วก้ไม่ยอมไปไหนอีก แอบหลบซ่อนตัวอยู่แต่บนบ้าน นานนับสิบปี จนขณะนี้ อายุ 26 ปีแล้ว ร่างกายก็เท่าเดิม ทำให้เกิดปัญหาด้านจิตใจก็พยายามปลอบโยนน้องตลอดเวลา บอกว่าเป็นบุญกรรม

ทว่า ช่วงหลังมานี้น้องส้มโอบอกว่า เป็นภาระครอบครัวเพราะฐานะทางบ้านก็ยากจน อยากทำงานช่วยพ่อแม่ แต่เมื่อพาไปสมัครงานที่ไหนเขาก็ไม่รับ เพราะเขาบอกว่านำเด็กอายุต่ำกว่ากฎหมายกำหนดมาทำงานจะทำให้ผิดกฎหมาย ขนาดบอกว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ไม่มีใครยอมเชื่อ

23_010_1

ด้าน นายชรัตน์ พงศ์คะชา นายก อบต.โนนสะอาดกล่าวว่า ตนเองได้รับแจ้งจากพ่อแม่เด็กว่า อยากให้ลูกทำงานมีงานหรือไม่ เมื่อมาพบตัวถึงกับอึ้งเพราะว่าบอกว่า อายุ 26 ปี แต่ตัวเล็กนิดเดียวทั้งที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง แต่ปัญหาคือไม่อยากพบหน้าคนเพราะอาย อยากให้สังคมที่เกี่ยวเข้าไปช่วยเหลือ เพราะเขาจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ยอมพบหน้าผู้คนแปลกหน้า และได้พูดคุยสอบถามแล้วทราบว่า น้องอยากทำงาน แต่ติดปัญหาตัวเล็ก จึงประสานสื่อเพื่อเสนอให้น้องได้สมหวัง เพราะเห็นแล้วน่าสงสารมาก เขาอยากมีรายได้ช่วยครอบครัว หากใครหรือหน่วยงานไหนมีแนวทางช่วยเหลือ สามารถติดต่อมาที่ตนเองได้ เพื่อประสานให้การช่วยเหลือ โทร. 087-2151389 ทุกวัน

ที่มา ข่าวสดออนไลน์

ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , คลิปข่าว

สิงโต เดอะสตาร์ เปลี่ยนไปมาก ปี 2014

หนุ่มน้อยเสียงดีจากเวที เดอะสตาร์ ตอนนี้ก็มีภาพออกมา ซึ่งชาวเน็ตเห็นแล้วก็อึ้งกันไปตามๆกัน เพราะว่าหนุ่ม “สิงโต สหรัฐต์ หิรัญญ์ธนภูวดล” หรือที่เรียกว่า “สิงโต เดอะสตาร์ มีใบหน้าที่เปลี่ยนไป ดูหล่อขึ้นและโตเป็นหนุ่มขึ้นอีกเป็นกองเลย ทั้งใบหน้าที่ดูเรียวขึ้น จมูก ปาก ตา ช่างดูเป๊ะไร้ที่ติมาก ถ้าหากใครเคยจำภาพเก่าๆ ของหนุ่มสิงโต แล้วมาเจอภาพล่าสุดของเค้าแล้ว เชื่อว่าคงจะยากที่จะจำได้แน่นอน เพราะหน้าของสิงโตเปลี่ยนไปมาก

สิงโต เดอะสตาร์ สิงโต เดอะสตาร์

ด้วยเหตุผลที่ดูว่า หนุ่มสิงโต เดอะสตาร์ ดูดีขึ้นผิดหูผิดตา ก็ต้องโดนกระแสวิจารย์อีกเช่นเคยว่า สิงโตไปทำศัลยกรรม อัพหน้ามาใหม่หรือเปล่า เพราะถ้าดูรูปเปรียบเทียบกับแต่ก่อนแล้ว มันต่างกันมากจริงๆ หรืออาจจะบอกว่าสิงโต โตขึ้นหน้าตาก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ก็ยากที่จะเชื่อได้จริงๆ ถ้าบอกว่า สิงโตไปทำศัลยกรรมมา ฉีดโบท๊อกไรพวกนี้ น่าจะเชื่อง่ายกว่าเยอะเลย ว่ามั้ย…

สิงโต เดอะสตาร์ สิงโต เดอะสตาร์ สิงโต เดอะสตาร์

สิงโต เดอะสตาร์ สิงโต เดอะสตาร์

ที่มา postjung

ข่าวดาราบันเทิงข่าวดาราวันนี้,  ข่าวดาราล่าสุดข่าวดารา