สมาคมรถตู้ต่างจังหวัดเตรียมยื่น จม.เปิดผนึกถึง ”บิ๊กตู่” หากมีปัญหาขู่หยุดเดินรถ 31 มีนาคมนี้

สมาคมรถตู้ต่างจังหวัดเตรียมยื่น จม.เปิดผนึกถึง ”บิ๊กตู่” หากมีปัญหาขู่หยุดเดินรถ 31 มีนาคมนี้

สมาคมรถตู้ต่างจังหวัดเตรียมยื่น จม.เปิดผนึกถึง ”บิ๊กตู่” หากมีปัญหาขู่หยุดเดินรถ 31 มีนาคมนี้

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม นายรังสรรค์ สายสุทธิ์ นายกสมาคมธุรกิจรถตู้ต่างจังหวัด เปิดเผยว่า ในเวลา 09.00 น.วันที่ 28 มีนาคมนี้ ตนพร้อมด้วยสมาชิกจะเดินทางไปยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ หลังจากมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดคณะทำงานจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะเมื่อปี 2557 ผู้ประกอบการรถตู้ร่วม บขส.ได้ปฏิบัติตามนโยบายมาโดยตลอด แต่ขณะนี้มีปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากคำสั่งบางประการไม่สามารถปฏิบัติได้จริง สมาคมฯจึงขอให้คณะทำงานฯพิจารณาผ่อนปรน กรณีที่มีการเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้ ให้ผู้ขับขี่นำหลักฐานการชำระค่าปรับไปขอรับใบอนุญาตขับขี่คืนจากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เรียกเก็บ ในระหว่างที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่คืน ให้ถือว่าหลักฐานแสดงการชำระค่าปรับเป็นใบแทนใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดสิบวันนับตั้งแต่วันที่ชำระค่าปรับ สำหรับการยึดใบอนุญาตขับขี่ของพนักงานขับรถ ขอให้ผ่อนปรนและออกใบสั่งแทนเนื่องจากการติดตั้งGPS ต้องใช้ใบอนุญาตขับขี่รูดที่ตัวเครื่อง ถ้าไม่มีก็จะปฏิบัติงานไม่ได้ ซึ่งขณะนี้ขาดแคลนพนักงานขับรถเนื่องจากมีเงื่อนไขการทำงานะและมีค่าปรับที่สูง ทำให้พนักงานขับรถลาออกเป็นจำนวนมาก

“ขอให้ยกเลิกการเปลี่ยนรถตู้เป็นมินิบัส จากการศึกษาวิจัย สำนักการขนส่งผู้โดยสาร กรมการขนส่งทางบก ปัจจัยหลัก 3 สาเหตุ จากคนขับรถ 95 % ถนนและสิ่งแวดล้อม 28 % สภาพรถเพียง 8% ดังนั้นภาครัฐควรจะเน้นรักษากฎหมาย มารยาทในการใช้รถใช้ถนนและเน้นพัฒนาศักยภาพพนักงานขับรถ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดหากนายกรัฐมนตรียังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน สมาคมธุรกิจรถตู้ต่างจังหวัด และผู้ประกอบกการรถร่วม บขส.มีความจำเป็นต้องหยุดเดินรถในวันที่ 31 มีนาคม นี้ จนกว่าจะได้รับคำตอบ”

นายกสมาคมฯ กล่าวว่า กรณีเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจากการขนส่งกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบขนส่ง โดยมีสาเหตุมาจากการที่ผู้ประกอบการขนส่งไม่ควบคุมดูแลผู้ขับรถให้ใช้ความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ขับรถเกินชั่วโมงการทำงานตามที่กฎหมายกำหนด ขับรถโดยประมาท หรือขับรถในขณะที่ร่างกายหรือจิตใจหย่อนความสามารถ คำสั่งนี้มีผลให้นักงานขับรถปฏิบัติงานได้เพียง 8 ชั่วโมงต่อวัน โดย ขับ 4 ชั่วโมง พัก 30 นาที หากเส้นทางมีระยะทางไกล ใช้ความเร็ว 80-90 กม./ชม หนึ่งเที่ยววิ่งต้องใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมง ด้วยระยะทางกับเวลาการทำงาน 8 ชม. จึงไม่สามารถวิ่งรถถึงปลายทางได้อย่างแน่นอน และในเส้นทางที่ระยะทางใกล้ ก็ทำให้จำนวนเที่ยววิ่งลดลงเพราะหมดชั่วโมงการทำงาน ส่งผลให้ผู้โดยสารตกค้าง ในช่วงเทศกาลก็ไม่สามารถวิ่งไปกลับได้ด้วยระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันในเส้นทางระยะทาง 250-300 กิโลเมตร

นายรังสรรค์ กล่าวอีกว่า การเยียวยาผู้ประกอบการรถตู้โดยสารทั้ง 3 สถานี ที่ประสบภาวะขาดทุน รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ย้ายสถานที่จอดในวันที่ 25 ตุลาคม 2559 หากคณะทำงานจัดระเบียบฯไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ สมาคมฯขอให้รถตู้กลับไปที่จุดเดิมจนกว่าบริษัท ขนส่ง จำกัด จะก่อสร้างสถานีขนส่งแห่งใหม่เสร็จตามกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2561 หลังจากนั้นทางผู้ประกอบการพร้อมจะกลับมารับริการที่สถานีขนส่ง ที่มีระบบการเชื่อมต่อการเดินทางที่สมบูรณ์เป็นแนวทางที่แก้ไขได้ดีที่สุด โดยภาครัฐไม่ต้องใช้เงินงบประมาณเพิ่มเติม สำหรับเงื่อนไขการเดินรถ สถานที่หยุดรับ-ส่งผู้โดยสาร กำหนดเฉพาะต้นทางและปลายทาง เนื่องจากการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ตั้งแต่มีการจัดระเบียบตั้งแต่ปี 2553 ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม

ที่มา matichon

เปิดชีวิต หนุ่มรปภ.ถูกยิงดับหน้าสนามมวย เพิ่งมีลูกวัย4 เดือน เลี้ยงแม่หูตึง-ตาบอด

เปิดชีวิต หนุ่มรปภ.ถูกยิงดับหน้าสนามมวย เพิ่งมีลูกวัย4 เดือน เลี้ยงแม่หูตึง-ตาบอด

หนุ่มรปภ.ถูกยิงดับหน้าสนามมวย เพิ่งมีลูกวัย4 เดือน เลี้ยงแม่หูตึง-ตาบอด
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 26 มีนาคม ผู้สื่อข่าวเดินทางไป ที่บ้านเลขที่97 หมู่ 12 ต.นาโพธิ์ อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายอนุชา ประทุมมา อายุ 26 ปี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสนามมวยลุมพินี ที่ถูกมือปืนยิงเสียชีวิต จากการพยายามเข้าระงับเหตุทำร้ายร่างกายนายอุดม ดีกระจ่าง อายุ 59 ปี ประธานกรรมการฝ่ายเทคนิค สนามมวยเวทีลุมพินี โดยศพของนายอนุชา ญาติได้ทำการฌาปนกิจศพไปเมื่อเวลา 15.00 น. ที่วัดบ้านหนองแหน ต.นาโพธิ์ อ.กุดรัง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า โดยมี นางสาววราณี หาญเสมอ ภรรยา ลูกสาววัย 4 เดือน และญาติๆ ร่วมงาน

นางสาวพรนิภา ประทุมมา พี่สาว กล่าวว่า นายอนุชา เป็นคนดี เข้ากับคนอื่นง่าย บิดาเสียชีวิต เหลือแม่ที่พิการหูตึงและตาบอด ซึ่งตอนนี้อาศัยอยู่กับตน และแม่ก็ยังไม่รู้ว่าลูกชายเสียชีวิต เพราะกลัวกระทบกระเทือนทางจิตใจ ส่วนภรรยาก็เพิ่งจะมีลูกน้อยวัยกำลังน่ารักเพียงแค่สี่เดือนเท่านั้น โดยภรรยาเป็นคนจังหวัดสระบุรี ช่วงที่นายอนุชาเกณฑ์ทหาร พอปลดประจำการก็คบหากันเรื่อยมา จนได้แต่งงานกันเมื่อปีที่ผ่านมา แต่น่าเสียดายที่ลูกไม่มีโอกาสได้เจอพ่ออีกแล้ว ซึ่งทุกเดือนนายอนุชาจะส่งเงินมาให้กับทางบ้าน เพื่อเป็นค่านมลูก และใช้จ่ายภายในบ้าน โดยหวังว่าสักวันหนึ่งหากเก็บเงินได้สักก้อนก็จะลาออกจาก รปภ. กลับมาประกอบอาชีพที่บ้าน แต่ก็ต้องมาเสียชีวิตเสียก่อน ซึ่งทางญาติ ๆ อยากให้กับคนร้ายให้ได้โดยเร็ว เพราะเหตุดังกล่าวถือว่าอุกอาจมาก อีกทั้งนายอนุชาก็เหมือนพลเมืองดีที่ช่วยเข้าระงับเหตุ แต่ก็ต้องถูกยิงเสียชีวิต แต่คนร้ายยังคงลอยนวล อยากให้ตำรวจจับคนร้ายมาชดใช้กรรมโดยเร็ว เพื่อให้นายอนุชาตายตาหลับ

นางสาวพรนิภา ระบุอีกว่า สำหรับความช่วยเหลือทางบริษัท รปภ.ต้นสังกัด ได้ให้เงินค่าดำเนินการเคลื่อนศพมาจำนวน 20,000 บาท ส่วนทางค่ายมวยให้เงินมา 30,000 บาท ส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในงานศพ โดยส่วนที่เหลือคงเก็บไว้ใช้จ่ายในครอบครัวหากเหลือก็จะเป็นทุนการศึกษาต่อไป

ที่มา matichon

ไม่คิวหลุดแล้ว! ศ.ด้านเกาหลี พาภรรยาพร้อมลูกน้อยโชว์ตัวเต็มๆ หลังคลิปป่วนจนดัง

ไม่คิวหลุดแล้ว! ศ.ด้านเกาหลี พาภรรยาพร้อมลูกน้อยโชว์ตัวเต็มๆ หลังคลิปป่วนจนเปรี้ยงดังทั่วโลก
1-002
คลิปศาสตราจารย์โรเบิร์ต เคลลี คุณพ่อลูกสอง และผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกาหลี โดนลูกน้อยสองคนเข้ามาป่วน ขณะกำลังให้สัมภาษณ์สดกับบีบีซี อย่างไรก็ตาม ศ.เคลลีรับมือกับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี โดยสามารถตอบคำถามประเด็นที่เคร่งเครียดเรื่องเกาหลีใต้ได้จนจบ ซึ่งคลิปดังกล่าวกลายเป็นคลิปที่โด่งดังในโลกออนไลน์โดยมีคนเข้าชมแล้วกว่า 30 ล้านครั้ง

ทั้งนี้ ศ.เคลลี่ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีอีกครั้ง โดยหนนี้มากันทั้งครอบครัว ภรรยาและลูกน้อยอีก 2 คน หลังจากก่อนหน้านี้ สื่อทั่วโลกหลายสำนักเข้าใจว่า หญิงสาวในคลิปเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ซึ่งแท้จริงคือภรรยานั่นเอง โดยในคลิปล่าสุดนี้ ศ.เคลลี่ บอกว่าเข้าใจได้ว่าทำไมผู้คนถึงดูคลิปนี้มากเพราะมันก็ดูเป็นเรื่องสนุกสนานจริงๆ นอกจากนี้เขายังได้แนะนำลูกสาวคนโตที่เป็นตัวเอกของคลิป คือ น้องแมเรียน กับน้องชาย เจมส์

โดยทั้งเขาและภรรยากล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องขำขันประจำครอบครัวเลยทีเดียว และทีแรกศ.เคลลี่ ซึ่งไม่คาดฝันว่าจะมีลูกสาวโผล่เข้ามาระหว่างให้สัมภาษณ์เรื่องตึงเครียดนี้กับบีบีซี ซึ่งเขายังกล่าวติดตลกว่า ทีแรกหลังเกิดเหตุเข้าใจว่าบีบีซีอาจจะไม่ติดต่อสัมภาษณ์เขาอีกแล้ว

ทั้งนี้ บีบีซียังถามถึงดราม่าที่คนทั่วโลกจำนวนหนึ่งมีการถกเถียงกันว่าสรุปแล้ว ภรรยาของ ศ.เคลลี่ คือ จังเอ เป็นพี่เลี้ยงหรือภรรยา ซึ่งแม้จะรู้แน่ชัดว่าเป็นภรรยาแล้วก็ตาม แต่เหมือนยังไม่จบประเด็นนี้ ซึ่งจังเอ กล่าวว่า ไม่ได้คิดอะไรมากกับเรื่องที่คนไปคิดว่าเธอเป็นพี่เลี้ยงเด็ก แต่ก็หวังว่าคนที่ดูคลิปแล้วสนุกแค่นี้ก็พอ ส่วนตอนนี้ก็ขอยืนยันว่าเป็นภรรยา ดังนั้นในโลกออนไลน์ก็ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้แล้ว

ที่มา prachachat.net

แค่มะเหงก ไม่ได้ตบ สปท.อนุสร

อนุสร” ชี้แค่”เขกหัวเด็กเสิร์ฟ ไม่ได้ตบ ระบุแค่ต้องการเตือนไม่ให้เรียก”ป๋า“เท่านั้น
อนุสร, เขกหัว, เด็กเสิร์ฟ, ไม่ได้ตบ, ไม่ให้เรียก ป๋า, ป๋า, ตบหัว

นายอนุสร จิรพงศ์ สภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ สปท. กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวทำร้ายร่างการพนักงานเสิร์ฟร้าอาหารว่า ในวันที่เกิดเหตุ พนักงานคนนั้นมาเรียกตนว่า ป๋า ซึ่งตนเคยบอกพนักงานคนนั้นเมื่อนานมาแล้วว่า ตนไม่ชอบให้ใครเรียกว่าป๋า เพราะดูไม่ดี ซึ่งเรื่องนีไม่เกี่ยวกับตำแหน่ง สปท. แต่ไม่ชอบมานานแล้ว พอพนักงานคนนั้นเรียกตนอย่างนั้น ก็เลยเขกหัว เหมือนทำกับเด็กไม่ได้โกรธมาก หรือมีเจตนาทำร้าย และก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย ซึ่งขณะนั้นก็มีพนักงานผู้หญิงยืนอยู่ 2 – 3 คน อีกทั้งมีลูกค้าโต๊ะข้างๆเห็นเหตุการณ์ด้วย แต่เขาก็ไม่ได้ตกใจอะไรมากเพราะเป็นการเขกหัวทั่วๆไป จนตอนนี้ก็รู้สึกโกรธเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา และโกรธตัวเองที่ทำแบบนั้นด้วย จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่มีอะไรเลย ทั้งนี้ส่วนตัวก็รู้จักพนักงานคู่กรณีตั้งแต่สมัยเขาเป็นเด็กเสิร์ฟข้างนอก ก่อนที่จะทำงานหน้าบาร์เครื่องดื่ม เพียงแต่ว่า แต่ละคนมีความน้อยเนื้อต่ำใจไม่เหมือนกัน ซึ่งตนก็ตกใจที่ได้ทราบว่าหนักงานคนนั้นร้องไห้ด้วย ซึ่งตนยินดีรับผิดชอบในสิ่งที่ผิดพลาดไป และชดใช้ค่าเสียหาย รับรองได้ว่าตนไม่มีความบาดหมางแน่นอน ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่องตนยังไม่ได้คุยกับพนักงานนนั้นจนได้ทราบข่าว และมีผู้สื่อข่าวมาขอให้ชี้แจงกรณีดังกล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่พนักงานระบุว่านายอนุสรใช้หลังมือตบนั้น นายอนุสรกล่าวว่า ตนใช้มือเขกหัว ขอให้ดูที่คลิปวีดีโอได้เลย ในคลิปคือการเขก ก็อาจจะมีหลังมือนิดๆ แต่ไม่ได้ตบ ทั้งนี้ตนก็มีความรู้สึกผิดกับกรณีดังกล่าว ซึ่งกรณีเกิดขึ้นกับคนที่คุ้นเคยด้วย ทั้งนี้การตีความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางทีก็รับได้บ้างไม่ได้บ้าง ตนว่ายุคสมัยนี้อยู่ลำบาก ทำอะไรต้องคิดถึงสิ่งที่จะเกิดตามมา หรือต้องคำนึงถึงความรู้สึกคนอื่น

เมื่อถามถึงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งกระทบต่อตำแหน่ง สปท. หรือไม่ เพราะมีกระแสข่าวว่าจะมีการเสนอให้สอบจริยธรรมนั้น นายอนุสรกล่าวว่า เรื่องนี้ตนอยากให้มีการสอบจริบธรรมด้วยซ้ำ เพราะจะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ซึ่งสิ่งที่ตนทำนั้นเป็นข้อผิดพลาดที่ไม่ได้วางแผนมาก่อน ทั้งนี้ต้องขอโทษที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง ถ้ามีผลกระทบอะไรตนก็ขอรับผิดชอบ และก็ยินดีที่จะคุยกับพนักงานคู่กรณีให้เกิดความสบายใจ แต่ตนก็ผิดหวังนิดๆว่า การตีความเจตนาของเขา ซึ่งเขาจะรับฟังหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของเขา แต่สุดท้ายก็มีพยานในเหตุการณ์เยอะ โดยสิ่งที่ตนทำไปก็ไม่ได้ไปรบกวลูกค้าคนไหน หรือรุนแรงถึงขั้นต้องหาคนมาห้ามเหตุการณ์

“ถ้าเกิดผมจะเข้าจริยธรรมอะไรก็โอเค และไม่ติดใจ ถ้าการที่เขกหัวเด็กที่พูดจาไม่เพราะ ถือว่าเป็นจริยธรรมที่แย่ แสดงว่าคนในประเทศเราก็ต้องมีมาตรฐานสูงจริงๆ”นายอนุสร กล่าว

สมาชิก สปท. ฉุนตบหัวพนักงานร้านดัง

ที่มา komchadluek.net

สาวใหญ่ยัวะทอมปลุกปล้ำ คว้ามีดฟันไม่ยั้งดับคามือ

สาวคว้ามีดฟันทอมไม่ยั้งดับคามือ รับสารภาพถูกลวนลามและปลุกปล้ำ ห้ามแล้วไม่ยอมหยุดพฤติกรรม หลังนั่งดื่มเหล้าด้วยกันหน้าบ้าน
สาวใหญ่ยัวะทอมปลุกปล้ำ คว้ามีดฟันไม่ยั้งดับคามือ

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 13 มีนาคม พ.ต.ท.มนูญ เจริญศรี สารวัตรเวรสอบสวน สภ.สำนักทอง จ.ระยอง ได้รับแจ้งว่า มีเหตุฆ่ากันตายในบ้านพักกลางสวนยางพารา ม.4 ต.กระเฉด อ.เมือง จ.ระยอง จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบพร้อมด้วยกำลังเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบชาวบ้านกำลังยืนมุงกันอยู่ที่บ้านพักปูนชั้นเดียวประตูคล้องโซ่ล็อกด้วยกุญแจ เจ้าหน้าที่จึงได้ใช้คีมตัดโซ่ออกและเปิดประตูเข้าไปด้านใน และพบศพผู้หญิงนอนจมกองเลือดอยู่พื้นห้อง สวมเสื้อยืดสีแดง กางเกงขาสามส่วนสีน้ำเงิน สภาพศพนอนหงายตรวจสอบพบบาดแผลที่คอหวิดขาดและหน้าผากและข้อมือขวาเกือบขาดเลือดท่วมเต็มตัว ข้างศพพบมีดเปื้อนเลือดตกอยู่คาดเป็นอาวุธที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายคือ น.ส.อำพัน เจ้าแก้ว อายุ 55 ปี ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ จ.หนองบัวลำภู มีลักษณะเป็นสาวทอม ส่วนผู้ก่อเหตุคือ นางสมศรี สิงหชาติ อายุ 49 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ในเวลาต่อมา ขณะหลบหนีไปอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 500 เมตร

น.ส.สมศรีให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ใช้มีฟันน.ส.อำพันจนเสียชีวิต  ทำไปเพราะต้องการป้องกันตัวเอง โดยก่อนเหตุได้นั่งดื่มสุราด้วยกันที่บ้านที่เกิดเหตุ ต่อมาตนเองได้เข้าบ้านไปนอน ต่อมาผู้ตายได้เข้ามาในห้องและบอกว่า จะขอนอนด้วย จากนั้นก็พยายามลวนลามและปลุกปล้ำ ห้ามแล้วก็ไม่ฟัง ขณะนั้นเห็นมีดที่อยู่ในห้องจึงหยิบมาถือไว้ พร้อมกับบอกไปว่า ถ้าไม่หยุดจะใช้มีฟัน ผู้ตายก็ยังไม่ยอมหยุดพฤติกรรม จึงใช้มีฟันไปหลายครั้งจนกระทั่งผู้ตายล้มลงจมกองเลือด ตนเองก็วิ่งออกจากห้องและล็อคประตูไว้ ก่อนจะหลบหนีไป

ที่มา komchadluek.net

ป้าน้องคิว ขู่ฟ้อง! คนโพสต์กล่าวหาหลานลวงโลกให้บริจาคค่าเทอม

“ป้าน้องคิว”ขู่ฟ้อง! คนโพสต์กล่าวหาหลานลวงโลกให้บริจาคค่าเทอม ยันทุกอย่างเป็นเรื่องจริง

น้องคิว , ลวงโลก,บริจาคค่าเทอม, สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์, สอบติด, คณะวิศวกรรมศาสตร์, เกษตรศาสตร์, ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม

นางจันทร์จิรา เกียรตินอก ป้า กับ นายอธิวัฒน์ วิทย์พิชิตชัย หรือ น้องคิว หลานชายที่สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม
กลายเป็นกระแสดรามาในโลกโซเชียลฯจนได้ “ป้าน้องคิว” เตรียมปรึกษานักกม.ฟ้องเอาผิดคนโพสต์เฟซกล่าวหาน้องคิวหลานชายหลอกลวงให้คนช่วยเหลือหลังสอบติดวิศวะ ม.เกษตรฯ ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมงวดแรก จนมีผู้ใจบุญบริจาคจำนวนมาก ยันทุกอย่างเป็นเรื่องจริงตรวจสอบได้ ไม่ทราบคนโพสต์มีเจตนาอะไร วอนสังคมอย่าเข้าใจผิด เผยหลานเครียดจัดนอนไม่หลับ

น้องคิว , ลวงโลก,บริจาคค่าเทอม, สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์, สอบติด, คณะวิศวกรรมศาสตร์, เกษตรศาสตร์, ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม

กลายเป็นกระแสดรามาในโลกโซเชียลมีเดียอีกจนได้ หลังจากมีผู้โพสต์เฟซบุ๊กแฉ กรณีที่ นายอธิวัฒน์ วิทย์พิชิตชัย หรือ น้องคิว อายุ 18 ปี ที่สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมงวดแรกจำนวน 36,000 บาท เนื่องจากแม่ซึ่งเป็นเสาหลักเสียชีวิตอย่างกะทันหัน เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ส่วนพ่อแท้ๆ ทิ้งไปตั้งแต่น้องคิว 4 ขวบ ขณะที่พ่อเลี้ยงหลังแม่เสียชีวิตแล้วไม่ให้อยู่ร่วมบ้านด้วย จนน้องคิว ต้องไปขออาศัยอยู่กับ นางจันทร์จิรา เกียรตินอก ผู้เป็นป้า ที่มีอาชีพขายข้าวแกงดูแล

โดยในเฟซบุ๊ก ดังกล่าวได้โพส์ตข้อความกล่าวหาว่า ทั้งป้า และหลานหลอกลวงให้ผู้คนมาบริจาคเงินช่วยค่าเทอม ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ยากจนจริง ทั้งกล่าวหาว่าหลังจากได้เงินบริจาคแล้ว ก็นำไปเข้าร้านอาหาร ซื้อโทรศัพท์มือถือ และนาฬิกา ราคาแพง

จากกรณีดังกล่าวผู้สื่อข่าวจึงได้โทรศัพท์ไปสอบถามข้อเท็จจริง กับ นางจันทร์จิรา ป้าของน้องคิว ได้ให้ข้อมูลว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องจริงไม่ได้โกหกตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมเล่าข้อเท็จจริงให้ฟังด้วยว่า พ่อแท้ๆ ของน้องคิว ได้ทิ้งไปตั้งแต่ยังเด็ก ก็ไม่เคยติดต่อกับแม่น้องคิวอีกเลย กระทั่งแม่น้องคิว ซึ่งเป็นน้องสาวของตนเอง ได้มีสามีใหม่คือพ่อเลี้ยงของน้องคิว คนปัจจุบัน ซึ่งสามีใหม่คนดังกล่าวมีลูกติด 3 คน ส่วนน้องคิวเป็นลูกติดน้องสาวตนของตน และมีลูกด้วยกันเพิ่มอีก 1 คนรวมเป็น 5 คน

ช่วงที่น้องสาว ยังมีเสียชีวิตอยู่ก็ไม่ได้ขัดสนอะไร เพราะน้องสาว มีอาชีพขายอาหารตามสั่งอยู่ในตลาดไนท์มีรายได้เพียงพอ ที่จะเลี้ยงดูน้องคิว และคนในครอบครัวถือเป็นเสาหลักของบ้านเลยก็ว่าได้ และที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาอะไร

กระทั่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา น้องสาวได้นอนเสียชีวิตอย่างกะทันหัน โดยไม่ทันได้สั่งเสียอะไร และจู่ๆ ร้านขายอาหาตามสั่งที่น้องสาวเคยขายและน้องคิว ก็ไปช่วยขายนั้น พ่อเลี้ยงสั่งห้ามเข้าไปยุ่งเขาจะดูแลจัดการเอง ทั้งห้ามเข้าบ้านที่เคยอาศัยอยู่กับแม่โดยบอกให้ต่างคนต่างอยู่ ทำให้น้องคิว ขาดที่พึ่งต้องมาอาศัยอยู่กับตนซึ่งเป็นป้า ต้องคอยอุปการะดูแลมาจนทุกวันนี้

ส่วนกรณีที่ผู้โพสต์ กล่าวหาว่าไม่ได้ยากจนจริงแต่ไปโพสต์โซเชียลมีเดีย ขอความช่วยเหลือนั้น ชี้แจงว่าไม่เคยบอกว่า ตนเองยากจนหรือร่ำรวยแต่มีอาชีพพอเลี้ยงตัวเองและลูกได้ เพียงแค่ช่วงนั้นน้องคิวซึ่งเป็นหลานที่มาขอที่พึ่งอาศัยหลังแม่เสียชีวิต มาบอกว่าสอบติดม.เกษตรฯ แล้วทางมหาวิทยาลัยแจ้งว่าให้จ่ายค่าเทอมงวดแรก เพื่อยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษา ซึ่งขณะนั้นไม่มีเงินก้อนที่จะไปจ่ายให้หลาน ส่วนตัวหลานก็ไม่มีทรัพย์สินอะไรติดตามมา

จึงโทรไปปรึกษาแฟนที่ทำงานอยู่ต่างจังหวัด แฟนเลยโพสต์เฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาว่าหากมีผู้ใจบุญให้ยืมเงิน เพื่อนำไปเป็นค่าเทอมให้กับน้องคิว ที่สอบติด ม.เกษตรฯ แต่ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม หากกู้เงิน กยศ.ได้จะผ่อนจ่ายคืนให้ แต่เมื่อโพสต์เรื่องราวแล้วก็มีสื่อมาทำข่าว และมีผู้ใจบุญบริจาคเงินช่วยค่าเทอมและค่าเล่าเรียนให้กับน้องคิวจำนวนมาก

“ป้าน้องคิว”ขู่ฟ้อง! คนโพสต์กล่าวหาหลานลวงโลกให้บริจาคค่าเทอม ยันทุกอย่างเป็นเรื่องจริง
สำหรับกรณีที่กล่าวว่าน้องคิว นำเงินที่ได้รับบริจาคไปเข้าร้านอาหาร ซื้อมือถือ และนาฬิการาคาแพงนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ปัจจุบันน้องมีเพียงรถจักรยานยนต์ที่ยังติดไฟแนนซ์ มือถือ และนาฬิกา ที่แม่ของน้องเป็นคนซื้อให้ก่อนเสียชีวิต แต่ทรัพย์สินมีค่าอย่างอื่นน้องไม่มีอะไรติดตัวมา ไม่รู้ว่าคนที่โพสต์ กล่าวหา มีจุดประสงค์อะไร แต่การที่ทำแบบนี้ทำให้สังคมเข้าใจผิด จนตอนนี้ทั้งตนและน้องคิว เครียดมาก โดยเฉพาะน้องสภาพจิตใจย่ำแย่มากเพราะนอกจากจะสูญเสียแม่แล้วยังต้องมาเจอเรื่องแบบนี้

นางจันทร์จิรา ยังยืนยันว่า ข้อมูลทุกอย่างเป็นเรื่องจริงสามารถตรวจสอบได้ แต่ไม่ว่าผู้โพสต์จะมีจุดประสงค์อะไรก็ถือเป็นการกล่าวหา ทำให้ผู้อื่นหรือสังคมเข้าใจผิด ตนจะปรึกษาผู้รู้ทางกฎหมาย เพื่อแจ้งความฟ้องร้องเอาผิดกับผู้โพสต์ข้อความกล่าวหาตนและหลาน และจะปิดบัญชีรับบริจาคเพื่อไม่ให้เกิดกระแสกระทบจิตใจหลาน อีกทั้งเงินที่ได้รับบริจาคก็เพียงพอกับค่าเล่าเรียนแล้ว พร้อมขอบคุณผู้ใจบุญที่มีเมตตาช่วยเหลือหลาน

น้องคิว , ลวงโลก,บริจาคค่าเทอม, สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์, สอบติด, คณะวิศวกรรมศาสตร์, เกษตรศาสตร์, ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม น้องคิว , ลวงโลก,บริจาคค่าเทอม, สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์, สอบติด, คณะวิศวกรรมศาสตร์, เกษตรศาสตร์, ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม น้องคิว , ลวงโลก,บริจาคค่าเทอม, สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์, สอบติด, คณะวิศวกรรมศาสตร์, เกษตรศาสตร์, ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม น้องคิว , ลวงโลก,บริจาคค่าเทอม, สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์, สอบติด, คณะวิศวกรรมศาสตร์, เกษตรศาสตร์, ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม

ที่มา manager.co.th

เปิดประวัติ ป้าเช็ง จากน้ำหมักชีวภาพถึงเจ้าของตลาดหน้าวัดธรรมกาย

หายไปหลายปีเธอกลับมาแล้ว “ป้าเช็ง” ต้นตำรับน้ำหมักชีวภาพ ในวันที่เข้ารายงานตัวกับดีเอสไอ ในฐานะผู้ให้เช่าพื้นที่ตลาดหน้าวัดธรรมกาย

เปิดประวัติ ป้าเช็ง จากน้ำหมักชีวภาพถึงเจ้าของตลาดหน้าวัดธรรมกาย

สัก 6 – 7 ปีก่อนไม่มีใครไม่รู้จักชื่อ “ป้าเช็ง” หรือ  นางศรวรรณ ศิริสุนทรินทร์ เจ้าของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง “ซุปเปอร์เช็ง” เจ้าของตำรับ “น้ำมหาบำบัด” อ้างรักษาได้สารพัดโรค และ”น้ำเจียระไนเพชร”ที่อวดอ้างสรรพคุณครอบจักรวาล โด่งดังถึงขนาดได้ออกรายการ “เจาะใจ” ในฐานะผู้สูงวัยที่เป็นเจ้าของธุรกิจหลักสิบล้านบาท

จาก “น้ำหมักมหัศจรรย์”สู่ทัณฑสถานหญิง

จุดเปลี่ยนของป้าเช็ง คือการที่มีคนร้องเรียนว่าได้ใช้น้ำหมักชีวภาพของป้าเช็งแล้วได้ผลข้างเคียง เพราะนำไปหยอดตาแล้วทำให้ตาบอด โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขขณะนั้น  ระบุว่าผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบ “น้ำมหาบำบัด” และ “น้ำเจียระไนเพชร” มีสภาพเป็นกรด หากนำไปหยอดตาจะทำให้เกิดอาการแสบร้อน และหากเป็นกรดที่มีความรุนแรงอาจทำให้เลนส์ตาได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังพบเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนทั้ง 2 ส่วน

ทำให้เกิดการเข้าจับกุมป้าเช็ง ในปลายเดือนมกราคม 2553 หลังจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แจ้งความดำเนินคดี ในข้อหาเป็นผู้ผลิตน้ำหมักชีวภาพ โดยอวดอ้างสรรพคุณว่าใช้เป็นยาหยอดตา ในข้อหาจำหน่ายและโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต และโฆษณาเกินจริงและถูกตัดสินจำคุกจำคุก 18 เดือนเมื่อปี 2555 เพราะมีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีเพิ่มเติม รวมเป็น 5 คดี

หลังจากถูกส่งตัวเข้าเรือนจำเนื่องจากประพฤติปฏิบัติดี จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณ  ภายหลังที่ราชกิจจานุเบกษาได้ลงประกาศพระราชกฤษฎีกาลงวันที่ 30 มีนาคม 2558 เรื่องพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทัณฑสถานหญิงกลางมีผู้ต้องขังหญิงที่เข้าหลักเกณฑ์ได้รับการอภัยโทษ และถูกปล่อยตัวในวันนี้จำนวน 99 ราย โดยหนึ่งในนั้นมี น.ส.ศรวรรณ ศิริสุนทรินทร์ หรือป้าเช็ง อายุ 74 ปี (อายุขณะนั้น)

“ป้าเช็ง”และชีวิตทางการเมือง

เมื่อออกจากเรือนจำป้าเช็งผันตัวไปทำธุรกิจตลาดให้เช่าพื้นที่ บริเวณ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานีใกล้กับวัดพระธรรมกาย และสนับสนุนการตั้งพรรคการเมือง“พรรคพัฒนาคุณภาพชีวิต” ให้เป็นพรรคของชาวหมัก โดยส่งคนลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อปี 2549 เคยมีปัญหาการเมืองกับ “นิติภูมิ นวรัตน์” เมื่อครั้งลงสมัคร ส.ว.กรุงเทพ โดยมีการเปิดเผยคลิปเสียงการสนทนาระหว่างป้าเช็งและนิติภูมิทำนองว่านายนิติภูมิติดหนี้ ซึ่งนิติภูมิยอมรับว่าเคยทำธุรกิจร่วมกับป้าเช็งจริง ในบริษัท บาลานซ์ฟิล์ม และ บาลานซ์สตาร์ แต่อยู่ด้วยกันเพียง 3 เดือนก็เกิดและเกิดการขัดแย้งจึงขายธุรกิจทั้งหมด และแจ้งความหมินประมาทกับผู้นำคลิปเสียงมาเปิดเผย

จนเมื่อ 3 มีนาคม 2560 ชื่อของป้าเช็งกลับมาเป็นที่สนใจของสื่อฯอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ร่วมกับตำรวจและทหาร เข้าควบคุมตัวกลุ่มบุคคลจำนวน 20 ราย ในจำนวนนี้มี 6 ราย เป็นชาวต่างด้าว รวมถึงพระภิกษุและสามเณร อีกจำนวน 11 รูป จากตลาดป้าเช็ง ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมนุมของวัดธรรมกาย

เปิดประวัติ ป้าเช็ง จากน้ำหมักชีวภาพถึงเจ้าของตลาดหน้าวัดธรรมกาย

และหลังจากมีการเรียกให้รายงานตัวที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ป้าเช็งก็มาตามนัด โดยชี้แจงว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับดีเอสไอ และขอยืนยันว่าไม่ได้อนุญาตให้พระและลูกศิษย์วัดธรรมกายเข้ามาชุมนุมในพื้นที่ เพียงแต่ศิษย์ธรรมกายได้ติดต่อเข้ามาเพื่อขอเช่าตลาดเพื่อทำบุญข้าวพระ หลังจากนั้นตนก็ไม่ได้ติดต่อใครได้เลยเพราะโทรศัพท์เสีย จนกระทั้งเมื่อวันที่ 6 มีนาคมตนได้รับหมายเรียกมาให้ปากคำก็เพิ่งทราบเรื่อง

ป้าเช็งยังชี้แจงว่า สื่อมวลชนไม่ควรทำข่าวแบบเอามันยุยงให้คนทะเลาะกัน ตนนับถือทุกศาสนาและไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินจำนวน 10 ล้านบาทในบัญชีของ พระเสถียร คำบ่อที่ถูกเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน และตนไม่เคยร่วมชุมนุมกับศิษย์วัดธรรมกายแต่อย่างใด

นี่คือชีวิตของ “ป้าเช็ง” หนึ่งในชีวิตที่โลดโผนที่สุดของคนในวัย 70 ปลายๆ น่าจะให้ทั้งอุทธาหรณ์ การให้สติและบทเรียนชีวิต

ที่มา voicetv

มอบตัวแล้ว 15 คน คดีฆ่าโหด ! นศ.ศิลปากร

จากเหตุสยองขวัญที่ นายธีระพงษ์ ฐิตะฐาน หรือปอนด์ อายุ 24 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์รุมทำร้าย ด้วยการไขควงแทงศีรษะในหอพัก อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จนถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 60 ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่ากลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นลูกของผู้มีอิทธิพล
มอบตัวแล้ว 15 คน คดีฆ่าโหด ! นศ.ศิลปากร
ล่าสุด เพจ  DR.K v.3 ได้แพร่ภาพเอกซเรย์ศีรษะของนายธีระพงษ์ ที่แสดงให้เห็นไขควงแทงอยู่ในศีรษะ ลึกเข้าไปถึงก้านสมองอย่างชัดเจน

มอบตัวแล้ว 15 คน คดีฆ่าโหด ! นศ.ศิลปากร

นอกจากนี้ มีรายงานข่าวจาก สภ.ชะอำ ว่า คดีนี้มีผู้ต้องหาเดินทางมามอบตัวแล้วทั้งหมด 15 ราย จากผู้ก่อเหตุทั้งหมด 18 ราย เจ้าหน้าที่จึง แจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าคนโดยเจตนา โดยมีหลักฐานเป็นกล้องวงจรปิดภายในหอพักที่เกิดเหตุ

ซึ่งนางอารีรัตน์ ชมโลก อายุ 50 ปี ได้นำศพลูกชายกลับบ้านเกิดที่ จ.ชุมพร พร้อมประกาศว่าจะเอาเรื่องคนร้ายให้ถึงที่สุด แต่มีความกังวลว่าจะเกิดความไม่ยุติธรรมขึ้น เพราะทราบว่าในกลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นลูกคนในเครื่องแบบ ด้าน ผกก.สภ.ชะอำ ได้ติดต่อไปยังนางอารีรัตน์ มารดาผู้เสียชีวิต เพื่อให้ความมั่นใจว่าคดีนี้จะได้รับความเป็นธรรม โดยยืนยันว่าจะดำเนินคดีทั้งหมด ไม่ว่าคนทำจะเป็นลูกหลานตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็ตาม

จากการสอบปากคำทราบว่า วันเกิดเหตุวัยรุ่นกลุ่มนี้ขับรถมา 3 คัน วนหาคู่กรณีคนหนึ่ง ซึ่งมีปัญหาเรื่อง ผู้หญิง จึงบุกเข้าไปในหอพักที่เกิดเหตุ แต่ไม่เจอคู่กรณี พบเพียงนายธีระพงษ์ ซึ่งเป็นเพื่อน เลยตรงเข้าไปทำร้ายร่างกายนายธีระพงษ์จนเสียชีวิตแทน

ต่อมา พ.ต.อ.ภคิน ศิวเมธากุล ผกก.สภ.ชะอำ เปิดเผยรายชื่อ 18 ผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุฆ่าหนุ่มนักศึกษา มีดังนี้ 1.นายกรกนก หรืออาร์ท (ขอสงวนนามสกุล) 2.นายภาคิน หรือมิ๊ก (ขอสงวนนามสกุล) 3.น.ส.มาริสา หรือลูกหมี (ขอสงวนนามสกุล) 4.นายศุภสิทธิ์ หรือเป้ง (ขอสงวนนามสกุล) 5.นายชินกิตติ์ หรือกิต (ขอสงวนนามสกุล) 6.นายเดชาธร หรือไบร์ท (ขอสงวนนามสกุล) 7.นายธีรธานนท์ หรือนนท์ (ขอสงวนนามสกุล) 8.นายกฤตนันท์ หรือปาล์ม (ขอสงวนนามสกุล) 9.นายชรินทร หรือบิ๊ก (ขอสงวนนามสกุล) 10.นายอธิบดี หรือซีม (ขอสงวนนามสกุล) 11.น.ส.ณชพัฒน์ หรือทราย (ขอสงวนนามสกุล) 12.นายเรวัติ หรือวัติ (ขอสงวนนามสกุล) 13.นายญาณวัฒ์ หรือปาล์ม (ขอสงวนนามสกุล) 14.นายเศรษฐา หรือเติ้ล (ขอสงวนนามสกุล) 15.นายธีราพัฒน์ หรืออั้ม (ขอสงวนนามสกุล)

มอบตัวแล้ว 15 คน คดีฆ่าโหด ! นศ.ศิลปากร

พ.ต.อ.ภคิน เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาที่ 16.น.ส.อัจฉลา หรือเมย์ (ขอสงวนนามสกุล) 17.น.ส.วิณิชยา หรือพั้น (ขอสงวนนามสกุล) และ 18.ชายไม่ทราบชื่อ (เพื่อนนายศุภสิทธิ์หรือเป้ง) นั้นยังไม่เข้ามอบตัว โดยนายเดชาธรเป็นผู้ก่อเหตุใช้ไขควงแทงศีรษะหนุ่มนักศึกษา เนื่องจากโกรธแค้นนายเอก เพื่อนนายธีระพงษ์ ผู้ตายที่ทำให้น.ส.ณชพัฒน์ หญิงคนรักช้ำใจ 

พ.ต.อ.ภคิน กล่าวว่า หลังสอบสวนทราบว่า นายเดชาธรเป็นแฟนเก่าของ น.ส.ณชพัฒน์ โดยทั้งคู่เลิกรากันไป ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะไปคบหาดูใจกับนายเอกและเลิกรากัน จากนั้นกลับไปคืนดีคบหากับนายเดชาธรอีกครั้ง แถมยังเอาเรื่องของนายเอกไปเล่าให้เพื่อนชายคนสนิทฟัง ทำให้นายเดชาธรโกรธแค้นนายเอก จึงพยายามยกพวกไปดูลาดเลาที่หอพัก แต่ไม่เจอตัวนายเอก กระทั่งวันเกิดเหตุที่บุกเข้าไปในหอพัก ก็มีน.ส.ณชพัฒน์ไปด้วย แต่เมื่อไม่เจอตัวนายเอก จึงบันดาลโทสะระบายความแค้น รุมฆ่านายธีระพงษ์จนเสียชีวิต ทั้งที่ผู้เสียชีวิตไม่มีเรื่องบาดหมางใจกันมาก่อน

ขอบคุณภาพและคลิปจาก เพจ : DR.K v.3

ชาวเน็ตโวย กทม. จัดการ “ทางเท้า – สายไฟ -ต้นไม้” สุดห่วย

ชาวเน็ตโวยทางเท้า กทม. สุดห่วย ไม่เอื้อสัญจร แถมสายไฟรุงรัง ต้นไม้ดูแลไม่ดี

ชาวเน็ตโวย กทม. จัดการ "ทางเท้า - สายไฟ -ต้นไม้" สุดห่วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีสมาชิก PANTIP.COM ที่ใช้ชื่อว่า pktt99 ได้ตั้งกระทู้ที่ชื่อว่า “กรุงเทพฯ” เมืองที่ล้มเหลวในการจัดการ ฟุตปาธ ต้นไม้ สายไฟ อย่างสิ้นเชิง โดยเขาได้รวบรวมภาพฟุตบาธ ใน กทม. ที่มีทั้งพื้นไม่เรียบ ปูพื้นไม่ดี มีสิ่งของกีดขวาง รวมไปถึงสายไฟที่พันรุงรัง จนอาจจะเกิดอันตราย

โดยเขาระบุว่า ทุกวันนี้เคยสังเกตุไหมครับ ว่าเวลาเราไปไหนมาไหนในกรุงเทพฯ

สิ่งที่เราเจอคือ

#ฟุตปาธ เน่ามาก วัสดุที่ใช้กากๆ ใช้งานได้ไม่เกินปีสองปี ก็พัง วัสดุเกรดคุณภาพดีๆแบบต่างประเทศไม่เคยนำมาใช้

20ปีที่เเล้วใช้วัสดุยังไง ก็ไม่เคยพัฒนา บางที่ขรุขระ ไม่เรียบ อะไรต่อมิอะไรกีดขวางทางเดินไปหมด ทั้งแผงลอย

ป้ายโฆษณา ป้ายจราจร เเถมบางทีหน้าฝนเดินเเล้วน้ำดีดใส่ขา ใส่เสื้อผ้า เยอะเเยะมากมาย

#ต้นไม้ สังเกตุไหมว่า กรุงเทพฯเป็นเมืองร้อน เเต่ไม่มีการอนุรักษณ์ต้นไม้ ชอบตัดแบบเหี้ยนๆ เเบบไม่เคยให้มีร่มเงา ส่วนหนึ่งอาจจะ

เป็นเพราะมีสายไฟ เเต่หลักๆคือคนตัดไม่มีความรู้ในการตัดเเต่งกิ่ง เพื่อให้มันเติบโต ให้สูงขึ้นข้ามสายไฟได้

ต้นไม้ ณ เมืองหลวงเเห่งนี้ เลยไม่ค่อยมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก เติบโตเติบใหญ่ แบบเมืองอื่นๆสักที เเม้แต่

ฮานอย โฮจิมินทร์ ยังอนุรักษณ์ได้ดีกว่ามาก

#สายไฟ ถึงเเม้จะเพิ่งตื่นว่าจะมีโครงการเอาสายไฟ สายเคเบิ้ลลงใต้ดิน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เเต่คงต้องใช้เวลาพอสมควร

เเต่สภาพปัจจุบันที่เห็นคือ สายไฟ สายนั้นนี่ รกรุงรังไปหมด ทำให้ดูเหมือนประเทศด้อยพัฒนามาก ไม่เข้าใจว่าปล่อยให้มัน

เน่า เละเทะ ขนาดนี้มาเป็นเวลานานได้ยังไงเหมือนกัน

ชาวเน็ตโวย กทม. จัดการ "ทางเท้า - สายไฟ -ต้นไม้" สุดห่วย ชาวเน็ตโวย กทม. จัดการ "ทางเท้า - สายไฟ -ต้นไม้" สุดห่วย ชาวเน็ตโวย กทม. จัดการ "ทางเท้า - สายไฟ -ต้นไม้" สุดห่วย ชาวเน็ตโวย กทม. จัดการ "ทางเท้า - สายไฟ -ต้นไม้" สุดห่วย ชาวเน็ตโวย กทม. จัดการ "ทางเท้า - สายไฟ -ต้นไม้" สุดห่วย

ที่มา komchadluek.net

ประณามลั่น โสมแดง‘อันธพาล’ ยิงขีปนาวุธนำวิถีไกลพันกม.ตกตูมใกล้ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ประณาม รบ.คิม จอง อึน ทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีถึง 4 ลูก ถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง และท้าทายโดยตรงต่อประชาคมระหว่างประเทศ ที่น่าหวั่นใจคือขีปนาวุธ 3 ใน 4 ลูกมาตกในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น

โสมแดง, อันธพาล, ยิงขีปนาวุธ,ใกล้ญี่ปุ่น, ญี่ปุ่น ,เกาหลีใต้ , ประณาม, รบ.คิม จอง อึน ,คิม จอง อึน

เมื่อ 6 มี.ค. 60 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น กล่าวต่อที่ประชุมสภา กรณีทางการเกาหลีเหนือ ไม่สนโลก ทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถี 4 ลูกเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 6 มี.ค. และขีปนาวุธนำวิถี 3 ลูก ตกในในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ถัดจากอาณาเขตบนฝั่งของญี่ปุ่นไป 200 ไมล์ทะเลว่า ถือเป็นการกระทำที่อันตรายอย่างยิ่ง ขณะที่ นายฮวาง คโย อัน รักษาการประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเกาหลีใต้ ทันที พร้อมกล่าวประณามการยิงขีปนาวุธนำวิถีของเกาหลีเหนือ เพราะถือเป็นการท้าทายโดยตรงต่อประชาคมระหว่างประเทศ และเป็นการฝ่าฝืนมติของสหประชาชาติ

โสมแดง, อันธพาล, ยิงขีปนาวุธ,ใกล้ญี่ปุ่น, ญี่ปุ่น ,เกาหลีใต้ , ประณาม, รบ.คิม จอง อึน ,คิม จอง อึน

นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น กล่าวต่อสภาเมื่อ6 มีนาคม 60 ประณามเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธนำวิถีล่าสุด

กองทัพเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ขีปนาวุธนำวิถี 3 ใน 4 ลูกที่เกาหลีเหนือยิงจากฐานยิงในภูมิภาคตงชางรี ใกล้ชายแดนติดจีน เมื่อเวลาประมาณ 07.36 น.ของเช้าวันที่ 6 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่นนั้น สามารถบินไกลได้ถึงราว 1,000 กิโลเมตร ก่อนจะไปตกในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น โดยขณะนี้ ยังไม่รู้แน่ชัดว่าขีปนาวุธดังกล่าวเป็นประเภทใด ซึ่งขณะนี้ เกาหลีใต้กำลังสืบสวนเพื่อระบุหาชนิดของขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือนำมาทดสอบครั้งล่าสุด

โสมแดง, อันธพาล, ยิงขีปนาวุธ,ใกล้ญี่ปุ่น, ญี่ปุ่น ,เกาหลีใต้ , ประณาม, รบ.คิม จอง อึน ,คิม จอง อึน
สถานีโทรทัศน์ในญี่ปุ่นรายงานข่าว เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถี อีกแล้วเมื่อเช้า 6 มี.ค.60

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 3 มี.ค. รัฐบาลเปียงยาง ภายใต้การนำของคิม จอง อึน ได้ขู่จะยิงขีปนาวุธตอบโต้ปฏิบัติการซ้อมรบ ‘Foal Eagle’ ระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ พร้อมระบุว่า เกาหลีเหนือมองว่าการซ้อมรบประจำปีของสองชาติ เป็นการเตรียมพร้อมที่จะรุกรานเกาหลีเหนือ.

ที่มา thairath.co.th

เปิดหน้าสด สุมณี คุณะเกษม เศรษฐีนีสวยอมตะ ในแบบไร้วิก-ไม่มีเมคอัพ !!

ยลโฉมหน้าสด คุณสุมณี คุณะเกษม เศรษฐีนีสวยอมตะ เจ้าของฉายาบาร์บี้เมืองไทย ใบหน้าภายใต้วิกผมสีทอง และลิปสติกสีแดง แทบจำไม่ได้

คุณสุมณี คุณะเกษม เศรษฐินีหมื่นล้าน เป็นชื่อที่รู้จักกันดีในแวดวงสงคมไฮโซชั้นสูง ก่อนจะกลายเป็นที่รู้จักและสนใจของคนทั่วไป เนื่องจากเรื่องราวของการศัลยกรรม ที่ทำให้รูปลักษณ์ใบหน้าของเธอเปลี่ยนไปอย่างมาก แม้ว่าเธอจะอายุมากถึง 70 กว่า ๆ แล้ว แต่ใบหน้าของเธอยังดูเหมือนแค่หญิงสาววัย 30 เท่านั้น จนได้รับฉายาว่า บาร์บี้เมืองไท แน่นอนว่าหลาย ๆ คนที่ติดตามเรื่องราวของ คุณสุมณี คุณะเกษม ย่อมอยากเธอใบหน้าที่แท้จริงของเธอ ภายใต้วิกผมหน้าม้าที่ทอง และเครื่องสำอาง โดยเฉพาะลิปสติกสีแดงสดที่เป็นเอกลักษณ์คู่ใบหน้าของเธอ อยากจะรู้ว่าหน้าสดของเธอจะเป็นอย่างไร

หน้าสด, คุณสุมณี คุณะเกษม ,เศรษฐีนีสวยอมตะ, สุมณี คุณะเกษม, ฉายาบาร์บี้,บาร์บี้เมืองไทย, บาร์บี้
ล่าสุดวันที่ 4 มีนาคม 2560 แชนเนลในเว็บไซต์ยูทูบชื่อ TOP คลิป ได้นำคลิปวิดีโอภาพของคุณสุมณี คุณะเกษม มาเผยแพร่ ซึ่งในนั้นมีภาพขณะที่เธอมีใบหน้า (เกือบจะ) สดมากี่สุดเท่าที่เคยเห็นมา เป็นภาพขณะเธอไร้วิกผมสีทอง ปล่อยผมยาวลงมาและใส่หมวก แม้ใบหน้าจะมีเครื่องสำอางบ้างแต่ก็ดูไม่มากอย่างที่เห็นกันจนคุ้นตา ซึ่งดูเผิน ๆ ก็เหมือนกับหญิงสูงวัยที่ดูแลตัวเองคนหนึ่ง แทบจะจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นเธอ แต่ถึงจะไม่ได้แต่งแบบจัดเต็ม ก็ดูสวยไปอีกแบบหนึ่งเช่นกัน

หน้าสด, คุณสุมณี คุณะเกษม ,เศรษฐีนีสวยอมตะ, สุมณี คุณะเกษม, ฉายาบาร์บี้,บาร์บี้เมืองไทย, บาร์บี้ หน้าสด, คุณสุมณี คุณะเกษม ,เศรษฐีนีสวยอมตะ, สุมณี คุณะเกษม, ฉายาบาร์บี้,บาร์บี้เมืองไทย, บาร์บี้ หน้าสด, คุณสุมณี คุณะเกษม ,เศรษฐีนีสวยอมตะ, สุมณี คุณะเกษม, ฉายาบาร์บี้,บาร์บี้เมืองไทย, บาร์บี้ หน้าสด, คุณสุมณี คุณะเกษม ,เศรษฐีนีสวยอมตะ, สุมณี คุณะเกษม, ฉายาบาร์บี้,บาร์บี้เมืองไทย, บาร์บี้ หน้าสด, คุณสุมณี คุณะเกษม ,เศรษฐีนีสวยอมตะ, สุมณี คุณะเกษม, ฉายาบาร์บี้,บาร์บี้เมืองไทย, บาร์บี้ หน้าสด, คุณสุมณี คุณะเกษม ,เศรษฐีนีสวยอมตะ, สุมณี คุณะเกษม, ฉายาบาร์บี้,บาร์บี้เมืองไทย, บาร์บี้ หน้าสด, คุณสุมณี คุณะเกษม ,เศรษฐีนีสวยอมตะ, สุมณี คุณะเกษม, ฉายาบาร์บี้,บาร์บี้เมืองไทย, บาร์บี้ หน้าสด, คุณสุมณี คุณะเกษม ,เศรษฐีนีสวยอมตะ, สุมณี คุณะเกษม, ฉายาบาร์บี้,บาร์บี้เมืองไทย, บาร์บี้

ที่มา khaohod.net

ตะลึงทั้งโลก!! ภูเขาไฟควันสีชมพู ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน (คลิป)

ภูเขาไฟควันสีชมพู ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่อยู่ๆภูเขาไฟที่ เคยพ่นควันออกมาเป็นสีเทาๆ แต่กลับพ่นควันออกมาเป็นสีชมพูซะงั้น สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก สงสัยธรรมชาติจะส่งสาสน์ อะไรถึงมนุษย์โลกละป่าว ไปชมกันเลยค่ะ

 

คลิป– คลิปเด็ด clipded

 

ที่มา  คลิปเด่นเป็นเรื่อง

สุดน่ารัก ! การแข่งขันเทนนิสที่บราซิลให้น้องหมาเป็นเด็กเก็บบอล (คลิป)

จะพาไปดูภาพน่ารักๆ ในการแข่งขันเทนนิสที่ประเทศบราซิล ได้นำสุนัขลงมาทำหน้าที่เป็นเด็กเก็บบอล
แต่ดูเหมือนว่า เจ้าหมาจะตื่นเต้นไปหน่อย จะเกิดอะไรขึ้น ไปชมพร้อมกันในช่วงของ Funny Games

ภาพน่ารักๆ ในการแข่งขันเทนนิสที่ประเทศบราซิล ได้นำสุนัขลงมาทำหน้าที่เป็นเด็กเก็บบอล การแข่งขัน, เทนนิส, บราซิล, หมา,เด็กเก็บบอล

การแข่งขัน, เทนนิส, บราซิล, หมา,เด็กเก็บบอล
การแข่งขัน, เทนนิส, บราซิล, หมา,เด็กเก็บบอล

ที่มา workpointtv.com

‘เชน ธนา’ เจอดราม่าหนักหลังธุรกิจรุ่ง แจงไม่ได้ขายตรง

เชน ธนา’ เจอดราม่าหนักหลังธุรกิจรุ่ง แจงไม่ได้ขายตรง เผยกว่าจะมีวันนี้ล้มลุกคลุกคลานมาเกือบตาย

2-01

หลังผันตัวไปเป็นนักธุรกิจ และล้มลุกคลุกคลานอยู่นานจนในที่สุด เชน – ธนา ลิมปยารยะ ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยความมุ่งมั่น และตั้งใจ ประกอบกับมีความแข็งแรงในด้านการทำการตลาดและการขายผ่านสื่อออนไลน์ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเจอกับกระแสดราม่าต่างๆ มากมายเข้ามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจที่หลายคนเข้าใจว่าเป้นการขายตรง หรือเรื่องส่วนตัวที่บางคนอาจมองว่าเป็นการอวดรวย

ล่าสุด เชน ได้โพสต์ความผ่านทางอินสตาแกรมเพื่อแจ้งข่าวดี และความรู้สึกหลังเจอกระแสดราม่าต่างๆ ว่า

“อีกหนึ่งความตั้งใจในชีวิต ใครจะดราม่าอะไรปล่อยเค้าไป เค้าไม่รู้หรอกว่าเราล้มลุกคลุกคลานมา10 ปี พอทำธุรกิจด้วยความรู้จนพอมีผลประกอบการที่ดีบางคนก็เม้นต์เกรียนๆว่าขายตรง ได้เงินจากดาวน์ไลน์ #ผมไม่ได้ขายตรง #ผมขายของด้วยความรู้และคุณภาพ
วันนี้เตรียมสอนสิ่งดีๆและความรู้ที่มี เผื่อน้องๆจะได้ไม่ต้องล้ม ไม่ต้องเกือบตายเหมือนผม แบ่งปันทุกอย่างที่เรียนรู้มาให้นักศึกษาสืบต่อไป

เป็นอาจารย์เต็มตัว ❤
ขอบคุณ ดร.นนท์ @nonnetdesign ที่มอบโอกาสดีๆในครั้งนี้”

2-02

พร้อมทั้งอธิบายเรื่องธุรกิจด้วยว่า “แจ๊คหม่ากล่าวไว้ว่า “คนจนจะมองธุรกิจใหม่ที่โตเร็วว่าขายตรง” คือไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่อมาโด้ #ไม่มีเศษเสี้ยวของความเป็นขายตรงใดใดอยู่เลย พวกเราอดหลับอดนอนทำงานระดมสมองกันจริงๆ เราเป็นเพียงบริษัท ที่ขายส่งสินค้าที่มีคุณภาพและมีนักวิจัย ให้ Distributor ซื้อขาดไปขาย #แค่นี้เลย แล้วเราตามไปสอนวิธีขาย รบกวนเข้าใจกันนะ จะได้ไม่จน ไม่รักไม่ว่าแต่อย่าทำร้ายกัน เราก็ทำมาหากินสุจริตของเรา ต้องดูแลพ่อแม่ ดูแลครอบครัวเหมือนกัน 🙏🏻 #amadothailand”

นอกจากนี้ เขายังได้เล่าเรื่องราวความลำบากในอดีตที่เคยไม่มีเงินใช้หนี้ ด้วยว่า

“ผมเคยมาร้องเพลงตามร้านอาหารไทยที่ญี่ปุ่น ในวันที่ไม่มีเงินใช้หนี้จากการเจ๊งทางธุรกิจ

รายได้ก็มาจากการร้องเพลงไทย ยิ่งเพลงอีสานคนที่ร้านจะชอบ เพราะส่วนใหญ่เป็นพี่ๆจากภาคอีสานมาเที่ยว บางทีก็มีชาวญี่ปุ่นบ้าง แขกทางร้านก็จะเสียบแบงค์ไว้ที่ตะเกียบเป็นธรรมเนียมให้นักร้อง

บางโต๊ะก็ต้องชนแก้วด้วย ทุกคนก็จะชอบใจ

ตอนนั้นผมตั้งเป้าว่าต้องเก็บทิปได้วันละ 50,000บ. (160,000-170,000เยน) รวมค่าตัวประจำวันแล้ว

แวะไปเกือบทั่วญี่ปุ่นโดยการนั่งรถไฟไปเรื่อยๆ ตามที่พี่ที่ดูแลดิวไว้

บางวันได้เร็วก็กลับไปพักผ่อนไว
บางวันได้ช้า เปิดประตูร้านออกมาฟ้าก็สว่าง… บางวันก็ร้องไห้คนเดียวเพราะอยากกลับบ้าน…
บางวันที่ร้านก็ไม่มีคนเลย ก็นั่งกินข้าว.. ร้องเพลงเพื่อชีวิตเหงาๆกับพี่อีกคน แล้วก็กลับ…
บางวันเสร็จงานก็หนาวจนต้องแอบไปหลบอยู่มุมด้านในตึกสูงๆเพราะเสื้อบางไปและที่พักอยู่ไกล

ภาพตัดกลับมา คนที่คอยด่าเราเสียหายๆเพราะเราเริ่มมีเงิน… ก็หัวเราะในใจ…
ว่าเราผ่านอะไรที่มีค่ามาเยอะ จนคนเหล่านั้นคงไม่เคยคิดถึง

เอาแต่ว่าคนอื่นไปวันๆ ก็ขอให้เจริญไวๆนะครับ

ส่วนตัวผมขอเดินหน้าต่อไป ยิ่งวันนี้นอกจากตัวเราเองแล้ว เรายังช่วยเหลือคนได้อีกมากมาย เรามีความสุข เราก็ใช้ชีวิตต่อได้สบายๆ

ชีวิตคนเรามันสั้นนะ
ถ้าผมมีอายุเฉลี่ยเท่าคนไทยทั่วไปคือ 60ปี
วันนี้ผมเหลืออีกแค่31ปีเอง … เรามาใช้ชีวิตที่เหลือให้มีค่ากันเถอะ …”

2-03

ซึ่งก็มีผู้เข้ามาให้กำลังใจกันมากมาย อาทิ ดีเจ เอกกี้ – เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ ที่บอกว่า “เธออย่าไปแคร์คำพูดคนเหล่านั้นเลย ดีใจที่น้องประสบความสำเร็จนะ เดินหน้าต่อไปจ้า” ขณะที่ แจม – ชรัฐฐา อิมราพร ก็ให้กำลังใจว่า “เพราะเค้าไม่รู้ว่าพี่ผ่านอะไรมา ปล่อยพวกคนวิจารณ์พูดไป มีคนอิจฉาแปลว่าชีวิตเราดี อิอิ สู้ ฮึบ”

2-04
2-05

ขอบคุณภาพจาก chaintana

เส้นทาง “พระธัมมชโย” ก่อนถึงวัน ถอดสมณศักดิ์

เป็นที่ฮือฮา เมื่อมีการเผยแพร่ราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 5 มีนาคม ประกาศถอดถอนสมณศักดิ์ “พระเทพญาณมหามุนี” หรือ พระธัมมชโย วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี เนื่องด้วยเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีกระทำความผิดข้อหาร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเกิน และรับของโจร อีกทั้งยังพัวพันคดีอื่นๆหลายฐานความผิด

“พระธัมมชโย” ก่อนถึงวัน ถอดสมณศักดิ์

เส้นทางผ้าเหลืองของภิกษุรูปนี้ ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ จนถึงถูกถอดสมณศักดิ์ มีลำดับอย่างไร  ได้รวบรวมมาให้อ่านกัน

27 สิงหาคม 2512 นายไชยบูลย์ สิทธิผล ละทิ้งทางโลก เข้าสู่ทางธรรม ออกบวชที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 ได้ฉายา “ธัมมชโย” แปลว่า “ผู้ชนะโดยธรรม” โดยมีพระเทพวรเวที หรือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์

1-02

พระธัมมชโย ได้แจ้งแก่โยมพ่อว่า “จะขอบวชไม่สึกตลอดชีวิต” ซึ่งทั้งโยมพ่อและโยมแม่ ก็ไม่ขัดข้อง ทั้งยังปลื้มปีติที่ลูกชายจะได้เป็นผู้สืบอายุพระศาสนาต่อไป

เวปไซต์สถานีโทรทัศน์ดีเอ็มซี ระบุว่า พระธัมมชโยได้กล่าวถึงอุดมการณ์ของคนในการบวชไว้ดังนี้

“การบวชเป็นพระไม่ใช่ของง่าย หาใช่ครองผ้ากาสาวพัสตร์แล้วจะเป็นพระได้ จะต้องปฏิบัติกิจวัตรของสงฆ์ซึ่งมีศีล 227 ข้อ ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย….การบวชนั้น ถ้าจะให้ได้บุญกุศล ควรจะเป็นที่พึ่งของพระศาสนาได้ด้วย ไม่ใช่บวชมาเพื่อพึ่งพระศาสนาอย่างเดียว”

27 สิงหาคม 2512 กำเนิด “พระไชยบูลย์” ฉายา “ธัมมชโย” แปลว่าผู้ชนะโดยธรรม ออกบวชที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2539 พระธัมมชโย ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร ตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนาธุระที่พระสุธรรมยานเถร

ครั้น พ.ศ. 2539 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชฝ่ายวิปัสนาธุระ ที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ อธิมุตธรรมวรากร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

1-03
พ.ศ. 2554 ขึ้นเป็น “พระเทพญาณมหามุนี”
1-04
สัญญาบัตร “ให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์ เป็นพระเทพญาณมหามุนี” เมื่อพุทธศักราช 2554
กระทั่ง พ.ศ. 2554 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่พระเทพญาณมหามุนี ศรีธรรมโกศล โสภณภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

4 มีนาคม 2560 โปรดเกล้าฯ ให้ถอดถอนสมณศักดิ์ จากคดีความต่างๆ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 มีนาคม สดๆร้อน

พระธัมมชโย เมื่อ พ.ศ. 2536 ครั้งวัดพระธรรมกายรุ่งเรือง ต่อมาอีกไม่นาน ได้ขึ้นเป็น “พระสุธรรมญาณเถร” เมื่อปี 253
1-05
นายไชยบูลย์ แจ้งโยมพ่อ “ขอบวชตลอดชีวิต” ภาพถ่ายเมื่อปี 2512 วันก้าวสู่ร่มกาสาวพัตร
1-06
พระธัมมชโยในวัยหนุ่ม และอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ถ่ายทอดวิชาธรรมกายให้
1-07

ภาพจาก www.dmc.tv
ที่มา matichon.co.th

ก็แค่ผลไม้!เมินข้อหาสตรอเบอร์รี่ เอสเธอร์ เคลียร์เบี้ยวงาน (คลิป)

เอสเธอร์ แจงหลังมีรายการแฉนางเอกสตรอเบอร์รี่เบี้ยวอีเวนต์ และไม่คืนเงินค่ามัดจำ บอกตนเป็นฝ่ายที่ถูกแคนเซิลเพราะทางเจ้าของอยากให้โฟกัสที่สินค้า และได้ยินคุณแม่คุยโทรศัพท์และคืนเงินแล้ว บอกไม่เกี่ยวกับที่ตนไปตอบคำถามที่งานอื่นก่อน ลั่นต่างคนต่างรู้อยู่แก่ใจดี ปัดอัพค่าตัวขึ้นเป็นหลักแสน เมินคนมองเป็นนางเอกสตรอเบอร์รี่ ขำๆ มองเป็นผลไม้ชนิดนึง

ก็แค่ผลไม้!เมินข้อหาสตรอเบอร์รี่ เอสเธอร์ เคลียร์เบี้ยวงาน (คลิป)

งานเข้าไม่ได้ว่างเว้น สำหรับนางเอกสาว เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ที่ล่าสุดโดนรายการออกมาแฉว่ามีนางเอกสตรอเบอร์รี่เบี้ยวงานแถมไม่คืนเงินมัดจำให้กับออแกไนซ์ งานนี้ได้เจอสาวเอสเธอร์ ก็ไม่พลาดที่จะต้องอัพเดตสอบถามเรื่องราวดังกล่าวว่าใช่เธอหรือไม่ ซึ่งสาวเอสเธอร์จะตอบคำถามเรื่องนางเอกสตรอเบอร์รี่เบี้ยวงานว่าอย่างไร ไปฟังจากปากของเจ้าตัวกันเลย

มีข่าวออกมาว่ามีนางเอกสตรอเบอร์รี่ ทำอีเวนต์ป่วน จนทีมงานป่วน?
“ว้าย ไม่น่าจะใช่นะคะ เพราะว่าเร็วๆ นี้ก็ไม่ได้มีออกอีเวนต์ไหนเลย ที่พึ่งมีปัญหาไปก็ไม่ได้ออกอีเวนต์ทางเราที่ถูกแคนเซิลก็ไม่น่าจะเกี่ยวแน่นอน”
เห็นว่าเป็นการเปลี่ยนตัวจากเอสเธอร์เป็นคาริสา?
“ไม่แน่ใจ เพราะว่าหนูไม่รู้”
เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง?
“อ๋อ ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง น่าเป็นอันที่เค้าติดต่อมาก่อนค่ะ และได้มีการแคนเซิลไป” เหตุผลที่เค้าแคนเซิลคืออะไร?
“ทางออแกไนซ์อยากให้โฟกัสที่ผลิตภัณฑ์มากกว่าก็เลยได้แคนเซิลไป”
ทางรายการที่มาแฉบอกว่าเรารับเงินไปแล้ว แล้วไม่ยอมคืนเงิน?
“เป็นปกติค่ะเวลาเราทำงานก็ต้องมีการมัดจำถ้าเราคอนเฟิร์มแล้ว เป็นปกติของการทำงานเลยซึ่งมัดจำปุ๊บถ้าแคนเซิลเค้าก็รับปากไว้แล้วว่าถ้ามีการแคนเซิลคุณก็ต้องจ่ายมาทั้งหมดใช่มั้ยค่ะ แต่ว่าสุดท้ายก็มีการแคนเซิลขึ้นมา เค้าก็มาบอกว่าถ้างั้นขอคืนได้มั้ยค่ามัดจำ ซึ่งถ้าตามที่ทำงานสัจจะลั่นไว้แล้ว มันก้ต้องตามสัญญา แต่เค้าก็คุยกับคุณแม่หนูไม่รู้รายละเอียดอะไรมาก ก็เลยหยวนๆ กันไป ก็คืนเงินเค้าไปค่ะ เค้าเป็นฝ่ายแคนเซิลค่ะ”

เหตุผลของการแคนเซิลงาน?
“อย่างที่บอกไปค่ะว่าเค้าอยากโฟกัสที่ตัวผลิตภัณฑ์เค้า อยากให้สัมภาษณ์เรื่องผลิตภัณฑ์เค้ามากกว่า ทางลูกค้าขอแคนเซิล คือมันไม่เกี่ยวกับข่าว แต่มันอยู่ที่ลูกค้าว่ามองว่าตอนนั้นสถานการณ์เป็นอย่างไร”
เสียความรู้สึกมั้ย?
“ไม่เสียนะคะ หนูมองว่ามันเป็นปกติ มีการตกลง มีการแคนเซิล การทำงานมันก็ต้องมีการตกลงกันทั้ง 2 ฝ่ายที่มีความเห็นตรงกัน”
คืนเงินเรียบร้อย?
“คืนค่ะ เคลียร์กันแล้วก็คืน” คืนมัดจำที่เค้าให้มา? “อันนี้ไม่แน่ใจแต่ว่าคุณแม่คุยโทรศัพท์คือได้ยินแค่เบื้องต้นได้มีการคืนไป”
เค้าบอกว่าคุณแม่ไปตกลงกับทางออแกไนซ์นี้ว่าจะให้เอสเธอร์ตอบคำถามเรื่องนึง แต่เอสเธอร์ดันไปตอบประเด็นข่าวนั้นในอีเวนต์อื่น มันเลยทำให้เค้ามาแคนเซิล?
“จริงๆ แล้ว งานนั้นมันมาก่อน เราก็ต้องให้เกียรติงานนั้นก่อนอยู่ดี จะไม่พูด เก็บมาพูดงานนี้ พี่ๆ นักข่าวก็มาแล้ว ก็ต้องให้เกียรติงานที่ทำก่อน ถ้าคุณต้องการอย่างนั้น คุณก็ต้องบอกตั้งแต่แรกว่าคุณต้องการอะไร เราจะได้โอเครู้ จะได้ไม่ต้องรับตั้งแต่แรกแล้ว”
คุณแม่บอกกับทางออแกไนซ์ว่าคุณแม่ไม่ได้ไปคุมก็เลยไม่รู้ว่าเอสเธอร์ตอบอะไรไป?
“ไม่ๆ คุณแม่อยู่ด้วย แต่หนูว่าต่างคนต่างแสดงความต้องการที่ไม่ชัดเจน ไม่บอกความต้องการที่ชัดเจนของตัวเอง”

เค้าได้บอกมั้ยว่าอยากให้เอสเธอร์ตอบเรื่องข่าวที่งานของเค้า?
“ไม่ เค้าไม่ได้บอกอย่างนี้ค่ะ เหมือนแค่บอกว่าเซฟๆ ไว้นะ เราก็ไม่รู้ว่าเซฟๆ ไว้นี่คืออะไร เพราะทุกครั้งที่ทำงานมันก็ต้องมีการสัมภาษณ์หลังงาน พูดถึงโปรดักต์แล้วก็ถามเรื่องข่าว มันก็เป็นเรื่องปกติที่เราทำงานมา มันก็เป็นเรื่องของการให้สิทธิ์ว่าเราไปออกงานไหนก่อน เราก็ให้สิทธิ์เค้าก่อน”
เสียใจมั้ยที่เค้าว่าเราเบี้ยวงาน?
“ถ้าจะมาบอกว่าเบี้ยวงาน มันคือต่างคนต่างรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรมันคืออะไร ไม่ต้องไปแก้ไขอะไรแล้ว” เจอแต่ข่าวอีเวนต์ตลอดเลย?
“เออ นั่นสิ เริ่มงงๆ แล้ว แต่ก็เข้าใจเรื่องการทำงานมันก็มีปัญหากันปกติ” กลัวคนจะไม่จ้างงานมั้ย? “ไม่ จ้างได้ (ยิ้ม)”
อัพค่าตัวเป็นแสนแล้ว?
“ว้าย ไม่ๆ เรตปกติ เรตการทำงานหนูเป็นเรตที่คงที่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
คนมองว่าเรากลายเป็นนางเอกสตรอเบอร์รี่?
“แล้วแต่คนจะคิดแล้วกัน ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ชินแล้ว คือมันเป็นอาชีพที่สิ้นเปลืองตัวคนเค้าจะเอาเราไปว่าไปทำอะไรทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้รู้จักเราดีเราก็ต้องทำใจก็เข้าใจ ณ จุดๆ นี้ค่ะ”
เครียดมั้ย คำว่าสตรอเบอร์รี่ก็เป็นคำที่แรงนะ?
“ไม่เครียด พยายามไม่คิด ถือว่าเป็นผลไม้ที่ประโยชน์ ถ้าวันหลังจะแจกของเป็นของจริงดีกว่า”
ข่าวบั่นทอนจิตใจมั้ย?
“ช่วงแรกๆ บั่นทอนค่ะ แต่หลังๆ ชินแล้ว มันเหมือนเป็นยาชั้นดี เหมือนให้เรามีเกราะที่แข็งแรงขึ้น มองเห็นโลกได้กว้างขึ้นค่ะ”
พี่เคนให้กำลังใจมั้ย?
“เหมือนเดิมค่ะก็ให้กำลังใจเหมือนเดิมค่ะ เค้าไม่ถามเรื่องข่าวค่ะ”
ก็แค่ผลไม้!เมินข้อหาสตรอเบอร์รี่ เอสเธอร์ เคลียร์เบี้ยวงาน (คลิป)

ที่มา thairath.co.th

เพจดัง แฉยับ หน่วยงานใต้จมูก ดูงานสิงคโปร์ แถมทัวร์ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ!!

ก่อนหน้านี้องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้จัดอันดับดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นประจำปี 2559 แล้วปรากฏว่าประเทศไทยได้หล่นจากอันดับที่ 76 ไปอยู่ที่อันดับ 101 ถือว่าทำให้เกิดแรงกระเพื่อม และกระทบกระเทือนต่อภาพลักษณ์ของคสช.และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นอย่างยิ่ง เพราะก่อนหน้านี้เป็นที่ชัดเจนกันว่าภาพลักษณ์ของความสุจริตนั้น พล.อ.ประยุทธ์ นำโด่งมาโดยตลอด ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ขณะนี้รัฐบาลเองก็พยายามในการที่จะวิเคราะห์แล้วก็ควานหาข้อเท็จจริง..

8-001

ล่าสุดแฟนเพจชื่อดังอย่าง ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ก็ได้ออกมาโพสข้อความ ตั้งข้อสังเกตการพาข้าราชการสำนักตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดศึกษาดูงานการตรวจราชการที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเวลากำหนดการส่วนใหญ่คล้ายกับการพากันไปเที่ยวสะมากว่า กำหนดการดูงานมีเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกิจกรรมทั้งหมด โดยข้อความระบุว่า ….

8-002

ที่มา tnew

พ่อเหยื่อไฮโล ส่งทนายฟ้อง ‘7 ตร.สุทธิสาร’ ร่วมทำร้ายร่างกายถึงตาย

พ่อหนุ่มโดนจับไฮโลกระทืบตาย ส่งทนายชื่อดังฟ้อง “7 ตำรวจ สน.สุทธิสาร ร่วมทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตาย–ปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ นัดฟังคำสั่งรับคดีไว้ไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ 20 มี.ค.นี้

พ่อเหยื่อไฮโล ส่งทนายฟ้อง '7 ตร.สุทธิสาร' ร่วมทำร้ายร่างกายถึงตาย

วันนี้ 3 มี.ค.60 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซอยสีคาม ถนนนครไชยศรี นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความผู้รับมอบอำนาจ นายคำมา แดงจันติ๊บ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายตำรวจระดับ หน.สายตรวจ และตำรวจชั้นประทวน สน.สุทธิสาร กับพวกรวม 7 นาย ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ฯ

สำหรับคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า โจทก์เป็นบิดาของ นายดอน แดงจันติ๊บ โดยเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 59 จำเลยทั้ง 7 รับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สุทธิสาร ได้ร่วมกันจับกุมผู้ลักลอบเล่นการพนัน บริเวณชุมชนซอยรุ่งเรืองตอนปลาย แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. โดยจำเลยทั้ง 7 ได้ร่วมกันจับกุม นายดอน โดยร่วมกันทำร้ายร่างกาย ด้วยการใช้กำปั้นรุมชกต่อยบริเวณใบหน้า ศีรษะ และร่างกายหลายที จนนายดอนล้มลง หลังจากนั้นพวกจำเลยร่วมกันใช้เท้าเตะกระทืบบนลำตัว ขาหลัง และหน้าท้อง

รวมทั้งขึ้นเหยียบบริเวณลำตัวและหน้าอก ซึ่งจำเลยทั้ง 7 มีเจตนาร่วมแบ่งหน้าที่กันทำ จนเป็นเหตุให้นายดอนได้รับบาดเจ็บหลายแห่งตามร่างกาย การกระทำของจำเลยทั้ง 7 มีเจตนาร่วมกันทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้นายดอนถึงแก่ความตาย ด้วยสาเหตุการตาย “ระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว” ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้ง 7 ซึ่งภายหลังจากที่จำเลยทั้ง 7 ได้ร่วมกันทำร้ายนายดอนจนหมดสติไป ในขณะนั้นมีประชาชนและภรรยาของนายดอนได้ขอร้องให้จำเลยทั้ง 7 นำตัวนายดอนไปโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษา แต่จำเลยทั้ง 7 กลับปฏิเสธที่จะนำตัวนายดอนไปรักษาอาการบาดเจ็บ และห้ามบุคคลอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยว จนกระทั่งนายดอนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งหากจำเลยนำตัวนายดอนไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ นายดอนก็อาจจะไม่เสียชีวิตจากการถูกจำเลยทั้ง 7 ทำร้ายร่างกาย

อีกทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1 บัญญัติว่า ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมมีสิทธิแจ้งให้ญาติทราบถึงการถูกจับกุม ดังนั้นเมื่อผู้ถูกจับร้องขอ หรือญาติผู้ถูกจับร้องตามสิทธิ์ จำเลยทั้ง 7 มีหน้าที่ต้องนำตัวนายดอนไปรักษาตามกฎหมาย แต่จำเลยทั้ง 7 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ต้องรับผิดทางกฎหมายต่อไป โดยโจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสารไว้แล้ว แต่โจทก์เกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรมและคดีล่าช้า จึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลด้วยตนเอง โดยศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา เพื่อมีคำสั่งว่าจะรับไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ ในวันที่ 20 มีนาคมนี้

ที่มา thairath.co.th

ชาวเน็ตพบหลักฐานสำคัญ เป็นไปได้ว่า นางเอกผลไม้ คือ แตงโม

นางเอกผลไม้ คือ แตงโม

กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงกันอย่างมากในโลกออนไลน์ สำหรับ แตงโม นิดา ถูกพาดพิงว่าเป็น นางเอก ผลไม้ แอบกิ๊ก กับ นักร้อง ก. จนแฟนสาวตัวจริง เอาแชทออกมาแฉ งานนี้หลังจากเรื่องเริ่มบานปลาย ชาวเน็ตมีการตั้งข้อสงสัยว่า มีแชทที่หลุดมาอาจเป็นของสาวแตงโมก็เป็นได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องรอดูกันต่อไปยาวๆ

นางเอกผลไม้ คือ แตงโม
นางเอกผลไม้ คือ แตงโม

นางเอกผลไม้ คือ แตงโม

นางเอกผลไม้ คือ แตงโม

นางเอกผลไม้ คือ แตงโม

นางเอกผลไม้ คือ แตงโม

นางเอกผลไม้ คือ แตงโม

นางเอกผลไม้ คือ แตงโม

โผล่แล้ววงจรปิดฉกทรัพย์ใน รพ. พบเป็น 3 วัยรุ่นชายหญิงมาเป็นแก๊ง

โผล่แล้วภาพจากกล้องวงจรปิดคนร้ายเดินสายฉกทรัพย์ใน รพ.ขนาดใหญ่ชื่อดังย่านกลางใจเมืองแปดริ้ว พบเป็น 3 วัยรุ่นทั้งชาย และหญิง ที่เข้ามาก่อเหตุกันเป็นแก๊ง พร้อมแบ่งหน้าที่การทำงานกันแบบเป็นทีม ขณะตำรวจยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ เหตุจากภาพที่ได้มาจากกล้องวงจรปิดยังไม่เห็นใบหน้าคนร้ายชัดเจนนัก

5-001

วันนี้ (3 มี.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้ากรณีเหตุมีคนร้ายเข้าไปเดินหยิบฉวยลักเอาทรัพย์สินของญาติผู้ป่วยที่มานอนเฝ้าไข้อยู่ภายใน รพ.ขนาดใหญ่ชื่อดังแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่กลางใจเมืองฉะเชิงเทรา เมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 22 ก.พ.60 ก่อนถึงช่วงรุ่งเช้าของวันที่ 23 ก.พ.60 ที่ผ่านมานั้น

5-002

โดยมี น.ส.อุบล เกตุแก้วเจริญ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 247/11 ถ.มหาจักพรรดิ์ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ได้เดินทางเข้าพบกับ ร.ต.อ.ศิษฎ์ พูลวงศ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุไว้แล้ว ซึ่งมีทรัพย์สินสูญหายไปจำนวนหลายรายการ ทั้งโทรศัพท์มือถือ มูลค่า 5 พันบาท และเงินธนบัตรเก่าที่เก็บสะสมเอาไว้ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นของรัชกาลที่ ๙ จำนวนหลายใบ

5-003

ทั้งธนบัตรฉบับละ 500 บาท แบงก์ 100 แบงก์ 50 แบงก์ 20 แบงก์ 10 แบงก์ 5 บาท และแบงก์บาท ตลอดจนธนบัตรต่างประเทศที่ได้เก็บสะสมเอาไว้ด้วยก็มี ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวผ่านไปแล้วก่อนหน้านี้นั้น ล่าสุด ในวันนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับการส่งต่อภาพจากกล้องวงจรปิดที่เห็นพฤติกรรมของคนร้ายในวันเกิดเหตุในกรณีดังกล่าว ซึ่งพบว่าคนร้ายรายนี้ไม่ใช่นักย่องเบาลักทรัพย์ที่ก่อเหตุแต่เพียงลำพังทั่วไป แต่เป็นการจงใจที่จะเข้ามาก่อเหตุลักทรัพย์ของญาติผู้ป่วยที่มานอนเฝ้าไข้อยู่ภายในโรงพยาบาลโดยเฉพาะ เนื่องจากได้มีการวางแผนในการทำงานร่วมกันแบบเป็นทีมมาเป็นอย่างดี

โดยภาพที่ได้จากกล้องวงจรปิดขณะที่คนร้ายเข้ามาลงมือก่อเหตุลักทรัพย์นั้น พบว่า มีคนร้ายมาด้วยกันจำนวนถึง 3 คน ลักษณะเป็นแก๊งวัยรุ่นหญิง 2 คน ชาย 1 คน โดยฝ่ายชายจะทำหน้าที่ดูต้นทาง และคอยเฝ้าระวังหลังไว้ให้ ขณะที่ฝ่ายหญิง 2 คนนั้นทำหน้าที่ย่องเบาด้วยการถอดรองเท้าเดินเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังขณะกำลังจะเดินเข้าไปก่อเหตุ และทำหน้าที่ค้นหาเป้าหมายที่เป็นจุดเก็บซ่อนทรัพย์สินมีค่า เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าเสื้อผ้า

ก่อนที่จะหยิบเอากระเป๋าถือของญาติผู้ป่วยออกไปจากจุดพักญาติ เพื่อนำไปทำการตรวจค้นหาของมีค่าทีละใบ จากนั้นจึงจะนำเอากลับมาวางไว้ยังที่จุดเดิม โดยจะนำไปแอบช่วยกันค้นหาของมีค่าที่อยู่ในกระเป๋าในมุมอับที่สามารถหลบซ่อนตัวได้ โดยเฉพาะช่องทางลงบันไดที่มีคนพลุกพล่านน้อย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ และญาติของผู้ป่วยส่วนใหญ่นั้นมักจะใช้ลิฟต์ในการขึ้นลงออกไปจากตึกของผู้ป่วยมากกว่า

หลังจากกลุ่มคนร้ายได้หยิบนำกระเป๋าถือของเหยื่อไปตรวจค้นหาเอาทรัพย์สินมีค่าไปหมดแล้ว จะรีบนำเอากลับมาวางคืนไว้ยังที่เดิม เพื่อป้องกันไม่ให้ญาติของผู้ป่วยนั้นเกิดความสงสัย หรือทราบว่าทรัพย์สินที่สูญหายไปแล้วนั้นหายไปได้อย่างไร หรือหายไปเมื่อไหร่ เนื่องจากกลุ่มของคนร้ายแก๊งนี้ได้เลือกเวลาในการลงมือเฉพาะช่วงกลางดึก ในขณะที่ทางญาติของผู้ป่วยกำลังนอนหลับ ในช่วงเวลาประมาณ 02.30 น.

นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มคนร้ายแก๊งนี้ยังได้มีการเดินขึ้นไปค้นหาลักทรัพย์จากกระเป๋าของญาติผู้ป่วยตามอาคาร และตึกที่เป็นจุดพักญาติ ภายในตึกหอพักผู้ป่วยตามชั้นต่างๆ อีกหลายชั้นอีกด้วย โดยในวันเดียวกันนั้นนอกจากกล้องวงจรปิดในบริเวณชั้น 2 ซึ่งเป็นจุดพักญาติรอเยี่ยมไข้ ของผู้ป่วยห้องไอซียูแล้ว ยังพบว่าคนร้ายได้มีการเดินขึ้นไปค้นหาลักทรัพย์บนชั้นที่ 4 ของอาคารเดียวกันอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ทราบข้อมูลจากทางฝ่ายของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ด้วยว่า จากลักษณะพฤติการณ์ของคนร้ายแก๊งนี้ น่าจะรู้มุมของกล้องวงจรปิดที่มีการติดตั้งเอาไว้ภายใน รพ.หลายแห่งเป็นอย่างดีอีกด้วย เนื่องจากหลังจากได้มีการไล่ติดตามหาภาพของคนร้ายจากกล้องในแต่ละจุดแล้ว ได้พบว่า คนร้ายไม่เดินผ่านจุดที่มีกล้องวงจรปิดที่ติดดั้งเอาไว้หลายจุด ทั้งที่เป็นเส้นทางที่คนทั่วไปจะต้องเดินผ่านมุมกล้องในจุดนั้นๆ หากมีการเดินต่อเนื่องแบบคนปกติทั่วไป

ขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ยังมีข้อจำกัดอีกหลายด้าน ทั้งภาพที่ได้จากกล้องวงจรปิดมานั้นเป็นภาพที่มีความคมชัดต่ำ หรือเป็นกล้องรุ่นเก่า จึงมองเห็นใบหน้าของคนร้ายได้ไม่ชัดเจนมากนัก ประกอบกับทาง รพ.แห่งดังกล่าวนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของระเบียบขั้นตอนในการที่จะไปเก็บบันทึกข้อมูลภาพจากกล้องวงจรปิดที่เข้มงวด จนไม่สามารถที่จะนำภาพมาใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากแผ่นบันทึกข้อมูล (CD) ที่ทาง รพ.เป็นฝ่ายทำการบันทึกส่งมาให้แก่ทางตำรวจนั้นไม่สามารถที่จะเปิดภาพออกมาดูได้ จึงทำให้ในขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะติดตามจับกุมตัวแก๊งคนร้ายกลุ่มดังกล่าวนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายได้

ที่มา manager.co.th

สลด! พ่อ ’กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่’ ผูกคอตายในคอนโดย่านหัวหมาก

พ่อ “กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่นักร้องแร๊ปเปอร์ชื่อดัง ผูกคอตายคาห้องในคอนโดย่านหัวหมาก รายละเอียดอยู่ระหว่างตรวจสอบ

พ่อ ’กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่’ ผูกคอตายในคอนโดย่านหัวหมาก

เมื่อเวลา 12.00 น. วันนี้ 4 มี.ค. 60 ร.ต.ท.อรรถวิทย์ เพชรดี รอง สารวัตร (สอบสวน) สน.หัวหมาก เปิดเผยกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. รับแจ้งเหตุชายผูกคอตายภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านหัวหมาก จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุพบศพ นายนพดล สีหมอก อายุ 68 ปี ชาวจังหวัดเชียงราย ใช้เชือกไนล่อนสีเขียวแขวนคอ นั่งเสียชีวิตโดยไม่สวมเสื้ออยู่บริเวณริมระเบียง จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบร่องรอยการต่อสู้ และไม่มีจดหมายลาตายทิ้งไว้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ตายเป็นบิดาของ นายณัฐวุฒิ ศรีหมอก หรือ กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ แร็ปเปอร์ชื่อดัง

ต่อมา นายณัฐวุฒิ หรือ กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ลูกชาย ได้เดินทางมาดูศพ พร้อมกราบศพพ่อ และเชิญดวงวิญญาณ ก่อนจะนำศพออกจากห้องพัก นำส่ง นิติเวชฯ โรงพยาบาลตำรวจ

สอบสวนพยานให้การว่าช่วงเช้า ผู้ตายยังปั่นจักรยานออกกำลังกาย จนกระทั่งช่วงสายมีคนเห็นผู้ตายนั่งแน่นิ่งตรงระเบียง จึงรีบแจ้งตำรวจ เพราะเห็นปมเชือกจึงคาดว่าอาจจะเสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ ลูกชายไม่ติดใจการเสียชีวิต เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าผู้ตายมีความเครียด ซึ่งก็จะได้ส่งศพไปตรวจโดยละเอียด พร้อมให้ญาติรับศพไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป.

ที่มา thairath.co.th

บก.ลายจุดอยากรู้ ถาม “อุ๋ย บุดด้าเบลส” พุทธะอิสระเป็นพระในพุทธศาสนาหรือไม่?

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวและนักกิจกรรมทางการเมือง โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กแสดงความเห็นกรณีปิดล้อมธรรมกาย พร้อมท้าอุ๋ย บุดด้าเบลสดีเบตเรื่องประชาธิปไตย โดยระบุว่า “เผื่อคุณอุ๋ย บุดด้าเบลส อยากดีเบตเรื่องประชาธิปไตย ผมพร้อม”

บก.ลายจุดอยากรู้ ถาม “อุ๋ย บุดด้าเบลส” พุทธะอิสระเป็นพระในพุทธศาสนาหรือไม่?

นายสมบัติโพสต์เพิ่มเติมด้วยว่า “ผมเป็นพวกอเทวนิยม จึงมักไม่แสดงความเห็นเรื่องศาสนาเพราะผมเคารพวิถีความคิด ตราบใดที่ความคิดเหล่านั้นไม่เป็นอันตรายต่อสังคม อย่างไรก็ตามผมนิยมฟังการถกเถียงในปรัชญาทางศาสนา ในฐานะคนรู้น้อยจึงได้แค่รับฟัง มีคนท้าทายผมว่าทำไมไม่ไปท้าคุณอุ๋ยถกเรื่องพุทธศาสนา แทนที่จะไปคุยกันในเรื่องประชาธิปไตย คือผมยอมรับว่ารู้น้อยกว่าเขามาก มิกล้าเทียบชั้น แต่ถ้าต้องคุยกันจริงๆ ผมมีคำถามเดียว พุทธะอิสระเป็นพระในพระพุทธศาสนาหรือไม่? ที่ต้องถามนี้เพราะขณะที่คุณอุ๋ยเป่านกหวีดอยู่นั่นพระรูปนี้มีบทบาทอย่างสูงอยู่แถว DSI จึงขอเรียนถามเป็นความรู้

โดยหนึ่งในความเห็นที่เข้าไปตั้งข้อสังเกตเรื่องการท้าดีเบต ระบุว่า

“ตรงนี้ ผมว่า บก.มิควร นำมาโพสต์ นะครับ คล้ายๆ บก.ไป เขี่ยบอล หาเรื่องเขา หาก จะ มีดีเบตจริง เวลานั้นก็ควร เป็นกระแส ในเรื่องประชาธิปไตย ไม่ใช่กระแส ธรรมกาย ในตอนนี้ คล้ายๆ พาล เขานะครับ อันนี้ น้องสะกิด เพื่อบอกให้พี่ รอโอกาส ดีกว่า ไปฟาดงวงฟาดงา นะครับ ติเพื่อก่อ ครับ”

ทำให้นายสมบัติเข้ามาตอบ ระบุว่า

“สิ่งที่ซ้อนอยู่ในความคิดของอุ๋ยในเรื่องธรรมกายอาจเป็นเรื่องทางการเมือง เพราะผมมีสิทธิ์สงสัยในเรื่องแนวคิดพุทธแท้หรือการชำระวงการสงฆ์ว่าเขาคิดยังไงกับพฤติกรรมของพุทธะอิสระในแง่มุมทางศาสนา”

ที่มา มติชนออนไลน์

รีสอร์ตดังสร้างสไลเดอร์ไม่ขออนุญาต นายอำเภอเกาะพะงันสั่งรื้อภายใน 15 วัน

สุราษฎร์ธานี – นายอำเภอเกาะพะงัน นำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบการก่อสร้าง ทรายแดงรีสอร์ท เกาะเต่า ในเบื้องต้นพบการก่อสร้างสไลเดอร์ไม่ได้ขออนุญาต สั่งรื้อถอนภายใน 15 วัน มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนกิจการด้านบริการของรีสอร์ทยังคงเปิดให้บริการตามปกติเนื่องจากยังอยู่ในระหว่าการตรวจสอบไม่มีคำสั่งปิดกิจการแต่อย่างใด ในขณะที่ผู้ประกอบการยอมรับปฎิบัติตามคำสั่ง

รีสอร์ตดังสร้างสไลเดอร์ไม่ขออนุญาต นายอำเภอเกาะพะงันสั่งรื้อภายใน 15 วัน

รีสอร์ตดังสร้างสไลเดอร์ไม่ขออนุญาต นายอำเภอเกาะพะงันสั่งรื้อภายใน 15 วัน
จากรณีชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก กรณีที่มีรีสอร์ตหรูแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บนยอดเขาบนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ติดทะเล มีการก่อสร้างอาคารที่พักเรียงรายบนภูเขาเกือบทั้งลูก ที่สำคัญมีการติดตั้งเครื่องเล่นสไลด์เดอร์ หรือกระดานลื่นขนาดใหญ่ในรีสอร์ต ลัดเลาะตั้งแต่บนยอดเขาลงมาจนถึงตีนเขา ว่าผิดกฎหมายหรือไม่และเตรียมเข้าตรวจสอบพื้นที่

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้ ( 3 มี.ค.) นาย เกริกไกร สงธานี นายอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมนายไชยันต์ ธุระสกุล นายกเทศมนตรีตำบลเกาะเต่า ผู้นำชุมชน ได้เข้าตรวจสอบ ทรายแดงรีสอร์ท เกาะเต่า ที่ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ต.เกาะเต่า ทันทีตามคำสั่งนายอวยชัย อินทร์นาค ผู้ว่าราการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มีคำสั่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งเข้าตรวจสอบใน 4 ประเด็น 1 เรื่องการอนุญาตใช้พื้นที่ ในการสร้างรีสอร์ต 2, การตรวจสอบพื้นที่ป่าไม้ 3, เรื่องการก่อสร้างรุกล้ำพื้นชายหาดและลงไปในทะเล 4,เรื่องของการก่อสร้างเครื่องเล่นได้รับอนุญาตหรือไม่

รีสอร์ตดังสร้างสไลเดอร์ไม่ขออนุญาต นายอำเภอเกาะพะงันสั่งรื้อภายใน 15 วัน
การตรวจสอบในวันนี้ทางผู้ประกอบการได้มี นายกิจจา เสนาจิตร ผู้จัดการ ทรายแดงรีสอร์ท เกาะเต่า ได้นำเอกสารการครอบที่ดินแปลงดังกล่าวทีมี นายเฉลียว เหรียญรุ่งโรจน์ เป็นผู้ถือสิทธิ์ครอบครอง ที่เป็นหนังสือสัญญาการขายสิทธิ์จากเจ้าของเดิมเมื่อปี 2541 จำนวน 45 ไร่เศษ ออกมาแสดง พร้อมระบุว่า ผู้ประกอบการได้ดำเนินการยื่นขอเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อทำธุรกิจท่องเที่ยวต่อ ธนารักษ์พื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มาตั้งแต่ปี2558 เนื้อที่ 45ไร่เศษ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคำร้องขอเช่าของคณะกรรมการของจังหวัด ในส่วนการก่อสร้าง สไลเดอร์ ทางผู้ประกอบการชี้แจงเพื่อเพิ่มกิจกรรมให้กับนักท่องเที่ยว

2-003
หลังจากการตรวจสอบแล้วนาย เกริกไกร สงธานี นายอำเภอเกาะพะงัน ได้กล่าวว่าจากการตรวจสอบในพื้นที่ของรีสอร์ตและมีหลักฐานหลักหมุดของกรมธนารักษ์ที่มาปักแนวเขตในการยื่นขอเช่าใช้พื้นที่จากกรมธนารักษ์ เนื่องจากว่าพื้นเกาะเต่าทั้งเกาะเป็นพื้นที่ราชพัสดุ ที่อยู่ในการดูแลของกรมธนารักษ์ ดังนั้นการจะก่อสร้างจะต้องได้รับการอนุญาตจากกรมธนารักษ์ สำรับผู้ประกอบการรายนี้ได้ดำเนินการยื่นเรื่องขอเช่าจากกรมธนารักษ์มาตั้งแต่ปี 2558 และในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมาได้มีการพิจารณาในชั้นกรรมการระดับจังหวัดที่จะให้เช่าหรือไม่ให้เช่า แต่ได้ยุติการประชุมไปเสียก่อนเรื่องจึงยังไม่เข้าสู่วาระการพิจารณาเนื่องจากหมดเวลาในการประชุม

2-004
ส่วนเครื่องเล่นสไลเดอร์ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการควบคุมเครื่องเล่นอาศัยตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการควบคุมอาคาร 2522 นั้นเครื่องเล่นในข้อที่ 3 ของหมวด3 ว่า ผู้ใดก่อสร้างหรือรื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายเครื่องเล่นนั้นจะต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งอยู่ในอำนาจของนายกเทศบาลตำบลเกาะเต่า จากการตรวจผู้ประกอบการยังไม่มีการขออนุญาตดังนั้นจึงมีความผิด จึงได้มีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างและรื้อถอนภายใน 15 วันโดยมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้น

2-005
ในส่วนประกอบการของรีสอร์ตยังไม่มีการสั่งระงับหรือยุติการให้บริการอย่างไร เนื่องจากเห็นว่ามีการลงทุนค่อนข้างที่จะสูงและอยู่ในระหว่างการยื่นขอเช่าใช้พื้นที่จากกรมธนารักษ์ มาตั้งแต่ปี 2558 และเหตุอาจการดำเนินล่าช้าของเจ้าหน้าที่ที่มีขั้นตอนและรายละเอียดพอสมควร
ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. นายประดับ ไพรสุวรรณ เจ้าพนักงานขนส่งชำนาญงาน ประจำเจ้าท่าสาขาเกาะพะงันพร้อมคณะได้เดินลงตรวจการก่อสร้างตัวอาคารห้องพักและบริเวณการก่อสร้างเครื่องเล่นสไลเดอร์ ซึ่งนายประดับได้กล่าวว่า จากการตรวจอาคารห้องพักไม่พบมีส่วนล่วงล้ำเข้าไปในชายหาดหรือในทะเล แต่จะมีส่วนของสระน้ำใต้เครื่องเล่นสไลเดอร์มีส่วยปลายของสระน้ำได้เลื่อมล้ำจากแนวเขตของกรมธนารักษ์ลงไปในทะเลประมาณ 5 ตารางเมตร จึงได้สั่งให้ผู้ประกอบการดำเนินการแก้ไขให้อยู่ในแนวเขตของพื้นที่กรมธนารักษ์ ซึ่งทางผู้ประกอบการได้รับปากจะดำเนินการแก้ไขปรับปรุงให้อยู่ในแนวเขตต่อไป
ด้านนายกิจจา เสนาจิตร ผู้จัดการ ทรายแดงรีสอร์ท เกาะเต่า ได้กล่าวว่าผู้ประกอบได้ครอบครองที่ดินแปลงนี้มาตั้งแต่ปี 2541 โดยการซื้อสิทธิการครอบครองมาจากเจ้าของเดิม โดยมีสัญญาการซื้อขายที่ถูกต้อง โดยครอบครองมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ต่อมาได้ปรับปรุงเป็นธุรกิจการท่องเที่ยว และได้ดำเนินการยื่นเรื่องขอเช่าจากกรมธนารักษ์ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2558 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลานานประมาณ 2 ปี ซึ่งทางเจ้าหน้าก็ระบุว่าอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ พร้อมยืนยันว่าพื้นที่ทั้ง 45 ไร่เศษไม่ติดอยู่ในป่าต้นน้ำ โดยทางเจ้าหน้าที่รังวัดของธนารักษ์มาดำเนินการส่องกล้องและวางหลักหมุดเป็นแนวเขตอย่างชัดเจน และยืนยันว่าทางผู้ประกอบการได้ปฎิบัติตนอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย
ในส่วนการก่อสร้างเครื่องเล่นสไลเดอร์ทางผู้ประกอบการได้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นกิจกรรมเสริมให้กับลูกค้าและนักท่องเที่ยว ที่นอกจากกิจกรรมการเล่นน้ำทะเลการดำน้ำดูปะการัง สำหรับสไลเดอร์หากไม่ได้มองจากมุมสูงก็มองไม่เห็นเนื่องมีการก่อสร้างลัดเลาะในระหว่างช่องเขา ไม่ได้ยื่นลงไปในทะเล ในส่วนที่ทางราชการมีคำสั่งให้รื้อถอนออกภายในเวลา 15 วันนั้นทางผู้ประกอบการยินดีปฎิบัติตามคำสั่งโดยไม่ขัดขืน และจากกรณีที่เป็นข่าวขึ้นมานั้นย่อมส่งผลกระทบต่อกิจการของรีสอร์ตมากพอสมควร เนื่องจากหลายคนเข้าใจว่ารีสอร์ต ถูกระงับการบริการ ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่ายังเปิดให้การบริการตามปกติ

ที่มา manager.co.th

เปิดใจ ตร. ในคลิปแท็กซี่สติแตกโวยวายทุบตีรถ กรณีไม่พอถูกจับฝ่าสัญญาณไฟแดง

เปิดใจ ตร. ในคลิปแท็กซี่สติแตกโวยวายทุบตีรถ กรณีไม่พอถูกจับฝ่าสัญญาณไฟแดง

เป็นพฤติกรรมความรุนแรงของคนขับรถแท็กซี่รายหนึ่ง ที่ไม่พอใจตำรวจจราจร สน.ภาษีเจริญ หลังถูกจับเพราะขับรถฝ่าไฟแดง แต่เกิดสติแตกต่อว่าตำรวจที่จับกุมอย่างรุนแรง และไม่ยอมฟังการชี้แจงใดๆ

1-01

ทีมข่าว 7 สี ได้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ ดาบตำรวจเฉลิมพล ปรางทิพย์ ผู้บังคับหมู่งานจราจร สน.ภาษีเจริญ ที่ปรากฏในคลิป เจ้าตัวเปิดเผยว่า เหตุนี้เกิดช่วงบ่ายวันพุธ แท็กซี่คันนี้ฝ่าไฟแดงมาจากถนนเพชรเกษม จึงโบกให้หยุดและขอดูใบขับขี่ แต่แทนที่จะให้โดยดีกลับด่าทอหาว่าถูกรังแก อีกทั้งยังทุบและเตะรถของตนเอง จึงปล่อยให้สงบสติอารมณ์ ก่อนจะเข้าไปพูดคุย

ด้าน ผู้บังคับบัญชา บอกว่า เห็นคลิปดังกล่าวแล้ว พบว่าลูกน้องไม่ได้ย่อหย่อน ทั้งยังทำงานด้วยความใจเย็น แต่เตือนประชาชนว่าไม่ทุกรายที่จะเป็นแบบนี้

ที่มา news.ch7.com

เอาแน่! ปฏิรูปท้องถิ่นยุบ “อบต.”

การปฏิรูปท้องถิ่น เริ่มเห็นความคืบหน้าใน เนื่องจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มี วัลลภ พริ้งพงษ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น เตรียมนำเสนอแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป

เอาแน่! ปฏิรูปท้องถิ่นยุบ "อบต."

ด้วยการยกฐานะองค์การปกครองส่วนตำบล (อบต.) ทั่วประเทศให้มาเป็นรูปแบบเทศบาลและควบรวมท้องถิ่นขนาดเล็กเข้าด้วยกัน และปรับปรุงอำนาจหน้าที่ขององค์การปกครองส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาลไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน โดยจะเสนอให้คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่มี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลพิจารณาออกกฎหมาย หรือใช้อำนาจบริหารตามมาตรา 44 เป็นต้น

แนวทางการปฏิรูปองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเสนอให้ควบรวม อบต. ที่มีประชากรรวมไม่เกิน 7,000 คน และมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีหรืออื่นๆ ต่ำกว่า 20 ล้านบาท/ปี โดยไม่รวมกับรายได้จากการอุดหนุนจากภาครัฐ จะต้องควบรวมกับเทศบาล โดยแนวทางใหม่จะไม่มี อบต. แต่จะมีเพียงองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กับเทศบาลเท่านั้น ทั้งทรัพย์สินและบุคลากรของ อบต. จะถ่ายโอนให้เทศบาลกำกับดูแลแทน

ดังนั้นเมื่อควบรวมแล้วจะเหลือ อบจ.และเทศบาล รวมกัน 4,000 แห่ง จากเดิม อบจ. เทศบาล อบต.และรูปแบบปกครองพิเศษ อาทิ พัทยา และ กทม. รวมกัน 7,853 แห่ง สำหรับ อบจ.จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก มีเพียงการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ระหว่างเทศบาลกับ อบจ.ให้มีความชัดเจน และไม่ซ้ำซ้อนกันในบทบาทหน้าที่การดูแลหรือบริการประชาชน

วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดการควบรวม อบต.กับเทศบาล เพราะปัจจุบัน อบต.ขนาดเล็กมีจำนวนมากเหลือเกิน เบื้องต้นไม่ได้พิจารณาในเชิงสภาพองค์กรการบริหารเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาขนาดหรือพื้นที่ งบประมาณหรือจำนวนบุคลากรร่วมด้วย เพราะ อบต.บางแห่งขนาดเล็กเกินไปจนไม่สามารถดำเนินงานบริการอะไรได้เลย ดังนั้น อบต.ขนาดใหญ่ย่อมบริหารจัดการดีกว่า อบต.ขนาดเล็ก

“เก่งเล็กหรือจะสู้เก่งใหญ่ ยิ่งปัจจุบันทั้ง อบต. อบจ. หรือเทศบาล นับรวมท้องถิ่นพิเศษอย่าง พัทยา กับ กทม. มีอยู่ราว 7 กว่าแห่ง อบต.บางพื้นที่ไม่น่าเชื่อว่า พื้นที่ขนาด 5 ตร.กม.มี อบต.กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกันถึง 3 แห่ง ดังนั้นจึงเห็นด้วยในการรวม อบต.ที่มีขนาดเล็กควบรวมกับเทศบาล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการสาธารณะ” พงศ์โพยม กล่าว

พงศ์โพยม กล่าวว่า สำหรับแนวทางการควบรวม อบต.มีด้วยกัน 2 แนวทาง คือ 1.อบต.ขนาดเล็กพื้นที่ใกล้เคียงกันให้ควบรวมกับเทศบาล และ 2.หาก อบต.ขนาดเล็กมีจำนวนมากในพื้นที่เดียวกัน ในระดับจังหวัดควรตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อพิจารณา “สั่งตัด” อบต.โดยการพิจารณาต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและต้องคำนึงถึงขนบธรรมเนียบประเพณีวัฒนธรรมหรือเชื้อชาติ ศาสนาของ อบต.แต่ละแห่งที่จะสั่ง ตัด หรือ มารวมกัน สิ่งสำคัญคือต้องค่อยๆ ดำเนินการเริ่มตั้งแต่เปิดโอกาสตามความสมัครใจว่า อบต.ใดต้องการควบรวมกับเทศบาล หรือถึงระยะหนึ่งจำเป็นต้องใช้วิธีการแกมบังคับ เช่น ประกาศว่า อบต.ใดจะร่วมโครงการควบรวมบ้าง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการจะต้องมีการแก้ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามหลักการกระจายอำนาจการปกครอง โดยอาจจะออกเป็น พ.ร.บ. หรือจะใช้อำนาจการบริหาร ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย แม้ทราบดีว่าแนวทางดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่นักการเมืองท้องถิ่น เพราะทำให้เขตพื้นที่การหาเสียงเลือกตั้งใหญ่ขึ้น การแข่งขันรับเลือกตั้งจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก ดังนั้นสิ่งสำคัญของแนวทางการควบรวม คือ ต้องการยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญมิใช่ยึดประโยชน์หรือกลัวผลกระทบของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะนักการเมือง

“แน่นอนจะทำอะไรต้องมีทั้งคนได้บ้าง หรือคนเสียบ้างเป็นธรรมดา เหมือนการควบรวม อบต. ก็คือ การผ่าตัดร่างกายครั้งใหญ่ ย่อมต้องเสียเลือดบ้างเป็นธรรมดา แนวคิดการควบรวม อบต.ของ สปท.ไม่ใช่คิดขึ้นมา หรือทำกันเพื่อสนุกๆ แต่ต้องการทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง”พงศ์โพยม กล่าว

พ.ท.กมล ประจวบเหมาะ นายกสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวทางการควบรวม อบต.กับเทศบาล เพราะหลักการถูกต้องและช่วยสร้างความเข้มแข็งรวมถึงการสร้างความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรภาครัฐ เนื่องจาก อบต.ขนาดเล็กบางแห่งสร้างตึกอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตเกินศักยภาพและขีดความสามารถของตัวเองในการจัดเก็บรายได้ ดังนั้นหากมีการควบรวมพื้นที่ จำนวนประชากร หรืองบประมาณที่ได้รับหรือจัดเก็บย่อมดีขึ้นตามมา

“อบต.บางแห่งใช้งบประมาณเกินตัวสร้างรั้วล้อมตึกสำนักงานใหญ่ยิ่งโตกว่าที่ว่าการอำเภอเสียอีก เงินภาษีที่ได้หมดไปกับงานก่อสร้างทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ใดๆ ถ้าควบรวมกันได้จริงก็จะได้หมดความวุ่นวายเรื่องแบบนี้เสียที” พ.ท.กมล กล่าว

วีระศักดิ์ เครือเทพ
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความไม่เห็นด้วยกับการควบรวม อบต.กับเทศบาล เพราะไม่ได้ตอบโจทย์การปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเพิ่มศักยภาพท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพราะการควบรวมหรือยุบ อบต.เป็นเพียงแนวทางหนึ่งเท่านั้นในการปฏิรูปหรือเพิ่มศักยภาพท้องถิ่น ยังมีอีกหลายวิธีการที่สามารถทำได้ แต่สิ่งสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการปกครองส่วนท้องถิ่น มีด้วยกัน 2 แนวทาง คือ
1.การสร้างความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นโดยปลอดจากอำนาจส่วนกลางเข้าไปแทรกแซง และ
2.กลไกการตรวจสอบต้องเข้มแข็ง

หนูน้อยเขียนจม.เล่าชีวิตสุดรันทด วอนช่วยแม่

เด็กหญิงวัย 10 ขวบเขียนจดหมายเล่าชีวิตสุดรันทด แม่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง บ้านพังทรุดโทรม ไม่มีแม้เงินไปโรงเรียน วอนผู้ใจบุญช่วยเหลือ

วันนี้ (1 มี.ค. 60) มีรายงานข่าวว่า เด็กหญิงวัย 10 ขวบ ชาวจังหวัดเชียงราย เขียนจดหมายบอกเล่าชีวิตสุดรันทด แม่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง บ้านพังทรุดโทรม ไม่มีแม้เงินไปโรงเรียน ทำให้มีผู้ใจบุญยื่นมือช่วยเหลือนำเรื่องราวมาโพสต์ บนโลกออนไลน์

โดยจดหมายเรียงความ เรื่องราวชีวิตสุดรันทดเป็นของเด็กหญิงวิชญาดา ต้อนโสกรี อายุ 10 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนบ้านปูแกง หมู่ 6 ตำบลทานตะวัน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ได้บอกเล่าชีวิตความเป็นอยู่ที่แสนยากลำบาก เนื่องจาก แม่ คือนางประภัสสร ตาใจ ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก ส่วนน้องอีกคนที่อยู่ในวัยเด็กทั้ง 3 ชีวิตต้องอยู่กัน เพียงลำพัง ภายในบ้านที่ไม่มีความแข็งแรง ไม่มีเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่มีแม้กระทั่งเงินไปโรงเรียน เพราะหลังผ่าตัดแม่ก็ทำงานไม่ไหว

หนูน้อยเขียนจม.เล่าชีวิตสุดรันทด วอนช่วยแม่

จดหมายฉบับนี้ เด็กหญิงวิชญาดา ได้ฝากให้ญาติช่วยโพสต์ ลงเฟซบุ๊ก ” จตุรงค์ สาระศาลิน” พร้อมข้อความที่ขอให้ผู้ใจบุญ หากต้องการช่วยเหลือครอบครัวนี้ให้ติดต่อที่น.ส.ประภัสสร ตาใจ ซึ่งเป็นแม่ของเด็กหญิงวิชญาดา หรือนำสิ่งของเสื้อผ้าไปบริจาค โดยตรงที่บ้านเลขที่ 33 หมู่ 6 บ้านป่าสักใต้ ตำบลทานตะวัน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ทำให้มีใจบุญเกิดความสงสาร ช่วยกันแชร์ต่อจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นสภาพบ้านชั้นเดียว ก่อด้วยอิฐมีสภาพเก่าเเละทรุดโทรม มีเพียงห้องนอน ส่วนห้องครัวมีสภาพเป็นไม้ไผ่ขัดทำเป็นผนังบ้าน หลังคามุงด้วยสังกะสีไม่มีความมั่นคงเเข็งเเรงและปลอดภัยสำหรับผู้อยู่อาศัย

ผู้สื่อข่าวได้ตามไปชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเด็กหญิงวิชญาดาจึงพบสิ่งที่เป็นจริงตามที่ปรากฏในจดหมายบอกเล่าความรันทดในชีวิตจากการสอบถามถึง แรงบันดาลใจที่เขียนจดหมายขอความช่วยเหลือผ่านเฟซบุ๊ก เป็นเพราะสงสารแม่จึงอยากขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ใจบุญเพื่อให้แม่มีเงินไปเป็นค่าเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล และช่วยซ่อมบ้าน

ด้านนางประภัสสร ตาใจ อายุ 37 ปี แม่ของเด็กหญิงวิชญาดา เล่าว่ามีลูก 3 คน คนโตเป็นชายวัย 17 ปี ทำงานเป็นลูกจ้างร้านไอศครีมที่ต่างจังหวัด ทำให้ตอนนี้อยู่อาศัยกับลูกสาวอีก 2คน ส่วนอาการป่วย มะเร็งปากมดลูก เป็นมานานหลายเดือนแต่ไม่อยากไปหาหมอ เพราะฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี แต่พออาการหนักมากจึงตัดสินใจไปหาหมอ เพราะมีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด เป็นก้อนลิ่มเลือด แพทย์ตรวจพบเป็นเนื้อร้ายจึงส่งไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้ยังทำงานหนักไม่ได้ ทำได้แค่รับจ้างล้างจาน ร้านหมูกระทะ มีรายได้วันละ 200 บาท บางวันโชคดีทางร้านให้อาหารมากินกับลูกๆที่บ้าน

หนูน้อยเขียนจม.เล่าชีวิตสุดรันทด วอนช่วยแม่

สำหรับความทุกข์ร้อนของครอบครัวนี้ เบื้องต้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เปิดบัญชีเงินฝาก ธนาคารกรุงไทย สาขาพานหมายเลขบัญชี 522-0-45070-0 เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินในการช่วยเหลือ ครอบครัวของ เด็กหญิงวิชญาดา และครอบครัว แต่เพื่อให้การเบิกจ่ายเงินไปใช้ประโยชน์ในสิ่งที่จำเป็นอย่างโปร่งใส ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ที่ต้องการช่วยเหลือ จึงมีชื่อผู้ร่วมเปิดบัญชีรวม 3 คนได้แก่ น.ส.ประภัสสร ตาใจ แม่ของเด็กหญิง วิชญาดา, นายสงกรานต์ คำภีระ ซึ่งมีตำแหน่งสมาชิก องค์การบริหารส่วนตำบลทานตะวันและนายละมัย สารติ๊บ ผู้ใหญ่บ้าน

ที่มา tnnthailand.com

สาวโสดเศรษฐีใหม่ ดวงเฮง ถูกหวย 18 ล้าน

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 1 ก.พ.2560 ที่ สน.บางนา น.ส.ชีวัน ไชยวงศ์ อายุ 41 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ย่านบางนา นำสลากกินแบ่งรัฐบาล หมายเลข 978453 ประจำงวด วันที่ 1 มี.ค. 2560 จำนวน 6 ใบหรือ 3คู่ ซึ่งถูกรางวัลที่ 1 มูลค่ารางวัลรวม 18 ล้านบาท มาลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานต่อ ร.ต.อ.สุนทร ชูช่วย รอง สว.(สอบสวน)สน.บางนา

2-01

น.ส.ชีวัน กล่าวว่า ขณะอยู่แถวบ้านพักย่านรามคำแหง มีคนปั่นรถจักรยานมาขายสลากกินแบ่ง ตนเห็นเข้าจึงตัดสินใจซื้อตามเลขทะเบียนรถป้ายแเดง 53 ซึ่งเป็นรถเก๋งฮอนด้า แจ๊ส ที่ซื้อมาไม่นาน เมื่อทราบข่าวว่าถูกรางวัลที่1 ตนรู้สึกดีใจมาก และจะนำเงินรางวัลที่ส่วนหนึ่งไปทำบุญต่อไป”
2-02

ที่มา : nationtv.tv