สุดซึ้งปนเศร้า เรื่องราวของแพะ 7 ปี “วรวิทย์ สินทองน้อย” กับรักแท้ที่รอคอยนอกกรงขัง

 สุดซึ้งปนเศร้า เรื่องราวของแพะ 7 ปี “วรวิทย์ สินทองน้อย” กับรักแท้ที่รอคอยนอกกรงขัง

จากผู้ชายคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ไม่มีปัญหากับใคร มีความสุขกับครอบครัวและคนที่รักเสมอมา จนกลายสภาพให้มาประสบเคราะห์กรรม กับสิ่งที่เขาไม่ได้ก่อ เพียงเพื่อให้คดีหนึ่งปิดฉากไปอย่างมีปริศนา และต้องทำให้ไปอยู่ในสถานที่ที่ เขาไม่ควรอยู่ตามสถานะที่ไม่ได้กระทำ อย่างลำบากแสนสาหัสและทุกข์ทรมานกว่า 7 ปี จนพรากเวลาของช่วงชีวิตของเขาคนนี้ไปแบบน่าเสียดาย

วรวิทย์1

แต่ท่ามกลางความมืดมิดนั้น ก็ยังมีแสงสว่างเล็กๆ ให้เขาได้มีความหวังอยู่เสมอ เมื่อมีการรื้อฟื้นคดีดังกล่าวขึ้นมาใหม่ ซึ่งเมื่อผลสรุปออกมาปรากฏว่า เขาและเพื่อนๆ ร่วมชะตากรรมนั้น ไม่มีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา นั่นจึงทำให้ “วรวิทย์ สินทองน้อย” หรือ ‘วา’ ของครอบครัว และ ‘’น้อย-หฤทัย บุญศรี” คนรักของเขา ได้กลับสู่อ้อมกอดที่อบอุ่นกับเขา ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็เป็นบทสะท้อนอีกหนึ่งบทเช่นกันว่า ‘ความยุติธรรมยังคงมีจริงอยู่เสมอ’

วรวิทย์2

• อยากให้คุณช่วยเล่าเรื่องราวในช่วงชีวิตก่อนหน้านั้นให้ฟังหน่อยครับ

วรวิทย์ : พื้นฐานทางบ้านผมทำกิจการเกี่ยวกับขายท่อไอเสียครับ ซึ่งผมเป็นลูกมือของพ่อมาตั้งแต่เด็กๆ เลย แล้วผมก็ทำงานที่ร้านมาตลอด ก็ใช้ชีวิตเหมือนกับวัยรุ่นปกติทั่วไป เรียนหนังสือ ทำงานที่บ้าน พอเลิกจากงานก็ไปเตะฟุตบอลกับเพื่อนบ้าง หรือไปดื่มเหล้ากับเพื่อนบ้าง แต่อย่างทำงานที่บ้านนี่คือเป็นกิจการของครอบครัวเลย ก่อนหน้านี้คือเราก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยนะครับ เราก็เรียนหนังสือมาจนจบระดับ ปวส. ด้านช่างเชื่อม ส่วนกิจการที่บ้านนี่คือ พ่อผมทำธุรกิจนี้มาประมาณ 30 ปีได้ ส่วนครอบครัวทางบ้านนี่คือ ผมมีพี่น้อง 8 คน และทุกคนก็เรียนจบปริญญาตรีกันเกือบหมดเลยครับ ส่วนพี่น้องนี่คือ ผมเป็นลูกคนที่ 6 ของบ้าน ก่อนหน้าผมก็มีพี่สาว 5 คน จากนั้นก็มีผม และมีน้องชายฝาแฝด ผมเลยกลายเป็นลูกชายคนโตครับ และกลายเป็นคนที่รับผิดชอบงานที่ร้านร่วมกับพ่อผมไปเลย เพราะว่ากิจการนี้ก็เป็นรายได้หลักของที่บ้านเลยครับ

• ด้วยความที่เราเป็นลูกชายคนโตที่บ้านด้วย มันก็ถือว่าทำให้เราเป็นกำลังหลักอีกคนของบ้านไปด้วย

วรวิทย์ : ใช่ครับ เพราะว่างานในลักษณะนี้ ผู้ชายจะเป็นหลักเลย แล้วเราก็เหมือนเป็นพี่ชายคนโตของน้องชายฝาแฝด และในบรรดาผู้ชายด้วย แล้วเวลาที่เราพูดอะไร พี่ๆ ผมก็ฟังด้วย เพราะว่าเราเป็นคนทำงานกับพ่อมาตลอด เราก็ทำเป็นหมด และทำมาตั้งแต่เด็กเลย เราก็เริ่มประกอบท่อ เป็นลูกมือพ่อมาตลอด หลังจากนั้นเราก็สามารถที่จะทำงานในร้านได้หมดเลย เวลาที่รถคันไหนเข้ามาที่ร้าน เราก็รับผิดชอบในส่วนของเรา ติดตั้ง คิดเงินอะไรได้หมด กึ่งๆ เป็นลูกมือพ่อเลย เราเรียนรู้อยู่ใกล้ชิด มันก็เป็นเลย

ส่วนการใช้ชีวิตของผมนั้น พอเราเลิกงานจากที่บ้านประมาณ 5 โมงเย็น ผมก็จะชอบไปเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ ครับ เพราะว่าเราก็เป็นคนที่ชอบออกกำลังกาย หรือถ้าไม่ได้เล่นกีฬา เราก็มานั่งดื่มเหล้าที่หน้าบ้าน ทำตัวเป็นปกติไม่มีอะไร คือต่อให้เรากินหนักขนาดไหน เราก็สามารถตื่นมาทำงานได้ อีกอย่าง ที่บ้านจะชอบเลี้ยงไก่ชนด้วย เพราะว่าคุณพ่อจะชื่นชอบไก่ชนเป็นพิเศษ เราก็ทำงานไปด้วย เลี้ยงไก่ไปด้วย เวลาชนไก่ เราก็ไปกับพ่อ ก็ทำอย่างงี้เป็นประจำ แต่ว่าโดยส่วนตัวเราจะไม่ยุ่งกับอบายมุขทุกชนิด คือเวลาที่ไปด้วยกันกับเพื่อนๆ เราจะเป็นพวกที่ไม่แตะเลย บุหรี่ไม่สูบ เหล้าไม่กิน ยาเสพติดไม่ยุ่ง ผมจะเป็นสายเตะบอลมากกว่า คือพื้นฐานเราจะไม่ยุ่งกับเรื่องแบบนี้เลย อย่างที่บอกว่าผมเป็นคนชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว แถมที่บ้านก็มีกึ่งๆ ค่ายมวยเล็กๆ

วรวิทย์3

• ด้วยพื้นฐานจากที่บ้านและสังคมด้วย มันทำให้คุณได้เติบโตไปเองในคราวเดียวกัน

วรวิทย์ : อย่างเวลาที่ไปเที่ยวกับเพื่อน เราก็ไป เสร็จก็กลับบ้าน เช้ามาก็กลับบ้านปกติ อย่างวัยรุ่นบางคนเขาไปเที่ยวแล้วกลับบ้านมา ก็ไปนอน บางคนนี่คือไม่ทำงานอะไรเลย ขอเงินพ่อแม่อย่างเดียว แต่ในครอบครัวเรา ที่บ้านเขาจะสอนว่า ให้ลำบากก่อน พออยากได้อะไรก็ต้องผ่านการทำงานให้ลำบากก่อน ผมเคยส่งเนื้อย่าง และส่งแก๊สให้แม่ ตอนเด็กๆ ก็ทำ เพราะว่าพ่อเขาสอนมาแบบนี้ อย่างตัวพ่อผมเอง ต่อให้ดึกประมาณ 5 ทุ่ม เที่ยงคืนแล้ว ก็ยังทำงาน อย่างเวลาส่วนตัวที่ไปเที่ยวกับเพื่อนข้างนอก จนกลับมาที่บ้าน เราก็กลับมาทำได้ ตื่นมาก็มาเปิดร้านตอน 7 โมงครึ่งบ้าง 8 โมงบ้าง คือทำเป็นประจำ หรือเวลาไปเรียน ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรียนในตัว อ.เมือง แต่ถ้าวันไหนเหนื่อยง่วง ก็นั่งรถเมล์ไป สรุปคือเราก็เป็นเหมือนวัยรุ่นปกติทั่วไป เพียงแต่ว่าเรามีหน้าที่เพิ่มขึ้นและอยู่จุดนั้นมาตั้งแต่เล็กแล้ว เราดูเขาทำมาตั้งแต่ตอนนั้น และมีการใฝ่รู้ด้วย ไม่ต้องรอให้คนมาสอนครับ เราสามารถจับเหล็กมาเชื่อมได้เลย คือถ้าทำไม่ได้พ่อก็เดินมาดู แล้วก็สอนผมให้ทำใหม่

• แล้วในครอบครัวละครับ ถือว่าคุณสนิทกับทุกคนในบ้านมั้ย

วรวิทย์ : สนิทครับ ทั้งทุกคนนี่คือมีอะไรก็ช่วยเหลือกัน และปรึกษาได้ทุกเรื่อง และเขาพร้อมที่จะยืนข้างเราตลอด คือนั่งโต๊ะกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน ประมาณนั้น แม่ทำกับข้าว ก็มานั่งกินร่วมกัน ถึงแม้ว่าพี่น้องบางคนจะมีครอบครัวของตัวเอง แล้วย้ายไปอยู่ที่อื่น พอถึงช่วงเทศกาลต่างๆ บรรยากาศก็เต็มบ้านเลยครับ ตอนนี้ก็เหลือผม กับแฝดพี่ที่ยังไม่มีครอบครัว

วรวิทย์4

• คุณใช้ชีวิตปกติเรื่อยมา จนกระทั่งวันเกิดเหตุมาถึง อยากให้ช่วยเล่าหน่อยครับว่าเรื่องราวเป็นยังไง

วรวิทย์ : วันนั้น ผมก็ทำงานเช่นเดียวกับทุกวันปกติครับ จนกระทั่งมีตำรวจมาหาที่ร้าน มาถามว่า วันเกิดเหตุที่ว่านั้น ตอนนั้นอยู่ไหน ผมก็ตอบเขาไปตามตรงว่า ผมก็ทำงานที่ร้านตามปกติ จากนั้นเขาก็เชิญผมไปที่โรงพัก ไปสอบปากคำ เขาก็ปล่อยตัวมา หลังจากนั้นก็มีการออกหมายจับ เราก็ไปตามที่เขาทำหมายมา ก็ไปทำเรื่องกับคู่คดี พอประกันมาเราก็สู้คดีกัน จนถึงปัจจุบัน ส่วนความรู้สึกในวันนั้น ผมก็มีความรู้สึกงงครับ ตอนนั้นคือยังซ่อมรถอยู่ใต้ท้องรถอยู่เลย พอเจอแบบนิ้เข้า ผมก็บอกพ่อกับแม่ว่าให้ไปด้วยกันหมดเลย ไปฟังที่เขาแจ้งมา ผมก็ปฎิเสธมาตลอด สู้มาตลอด ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่มาเขาก็มาถามในวันนั้นว่า คืนนั้นอยู่ไหน ก็มาปกติ 3-4 คน มาถามปกติไม่มีอะไร

แต่พอเวลาผ่านไป พอถูกตัดสินมาอย่างงี้ เราก็มีการทำเรื่องมาประมาณ 10 ครั้งได้ พอโดนคัดค้าน ก็เริ่มที่จะปลงแล้ว คือยังมีความคิดที่จะสู้อยู่นะ แต่ว่ายังประกันไม่ได้ ต้องรอให้คดีสิ้นสุดอย่างเดียว ก็รอกันมา ให้กำลังใจกันมาเรื่อยๆ ครอบครัว และเพื่อนที่ถูกกล่าวหาด้วยกันก็คอยให้กำลังใจกันเสมอ ซึ่งตอนที่ตำรวจเขามาบอกคดี ผมก็ตกใจนะ เพราะเป็นคดีฆาตกรรม ถึงขนาดที่ให้พ่อแม่ด้วยเลย

• แต่ในที่สุด คดีความก็มีการตัดสินไปแล้ว พอคุณเข้าไปอยู่ในคุกแล้ว ชีวิตหลังจากนั้นเป็นยังไงบ้างครับ

วรวิทย์ : เราก็ต้องโดนใส่โซ่ ใส่นอนทุกวันทุกคืน ชีวิตก็อยู่บนซอย ไม่ได้ลงมาเหยียบพื้นกับเพื่อน คืออยู่บนซอยประมาณ 50 วัน ซึ่งปกติเขาจะรับคนที่ติดคุกประมาณ 30 ปีขึ้น ส่วนพวกผมต้องรอย้ายไปเรือนจำโคราช ระหว่างนั้นก็ใส่โซ่ตรวนในระหว่างรอย้าย แถมในตอนนั้นก็เป็นช่วงเดือนธันวาด้วย แถมเบียดๆ กัน แล้วห้องที่นอนก็กว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตรแล้วไปนอนก็ 40-50 คน มีแค่ผ้าสามผืนก็ลำบาก แล้วเวลากินหรือทำอะไรมันกลายเป็นยากไปหมด แล้วอาหารการกินมันแย่ เพราะเราไม่เคยเจออะไรแบบนั้น พอผ่านมา 50 วัน ก็ย้ายไปคลองไผ่ แล้วเขาก็ถอดโซ่ให้ แต่ถึงแม้ว่าจะสบายกาย ก็ยังห่างไกลบ้านนะครับพี่ เพราะถึงแม้ว่าอยู่อุบล อย่างน้อยก็ยังใกล้กับทางบ้านด้วย มันก็ง่าย แต่พอไปอยู่ที่นั่นมันก็ไกลเกิน จากตอนแรกที่บ้านสามารถมาเยี่ยมได้ทุกอาทิตย์ แล้วบางครั้งแม่ก็เอาข้าวมาให้ได้ แม่ก็จะทำอาหารที่เราชอบมาฝาก ก็พออยู่ได้

ส่วนการใช้ชีวิตในนั้น โดยส่วนตัวผมจะไม่มีปัญหานะครับ แต่จากที่เราประสบพบเจอมา ก็มีการตีกัน และแทงกันเป็นประจำครับ ยิ่งตอนที่เราย้ายไปคลองไผ่ใหม่ๆ มีถึงขั้นหนักมากจนเสียชีวิตเลย แต่พอเราไปอยู่นี่คือ ด้วยความที่มันไกลด้วย ญาติๆก็ไปเยี่ยมได้แค่เดือนละครั้ง ซึ่งเราโชคดีตรงนี้ แต่บางคนนี่คือแทบไม่มีใครไปเยี่ยมเลย แล้วญาติๆ เราก็จะซื้อของใช้ต่างๆ มาให้ แต่อย่างที่บอกเรื่องการเดินทางก็เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง

วรวิทย์5

• ในด้านน้อยละครับ พอตัววาไปอยู่ในเรือนจำนี่คือยังไง และรับมือกับเรื่องนี้ยังไงบ้าง

หฤทัย : ตอนแรกเราก็แอบหวังในเรื่องของการประกันตัวนะ เพราะไม่คิดว่ามันจะเลยเถิดขนาดนี้ คิดแค่ว่า เดี๋ยวครั้งหน้าก็ได้แหละ จนมันหลายครั้ง เราก็ทำใจแล้ว ก็กลายมาเป็นต่อสู้คดีแทน เหมือนกับเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับตัวเขา คอยไปถามทนาย ไปเดินเรื่องคดีของเขา คือติดตามว่า คดีเดินเรื่องไปถึงไหนแล้ว ไปติดต่อสอบถามให้ค่ะ

ส่วนในเรื่องการรับมือปัญหานี้ มันแย่มากเลย คือถ้าแบบคนทั่วไป ที่เขาไม่เข้าใจ ยังไงเขาก็มองแบบไม่ดี ซึ่งต่างกับคนที่เข้าใจ รวมถึงตัวเรา ที่ยังยืนหยัดกับสิ่งที่เราเชื่อ แต่บางคนก็จะมาพูดกับเราเหมือนกันว่า ถ้าวาเขานิสัยไม่ดี ทำไมถึงไม่เปลี่ยนบ้าง อีกอย่างเพราะว่ามันมีค่าใช้จ่าย ทั้งของพี่สาวส่วนหนึ่ง เราก็ต้องช่วยอีกส่วนหนึ่ง คือแบบช่วยๆ กัน แต่ว่าก็มีภาระเพิ่มขึ้นมา แทนที่เราจะเอาไปทำอย่างอื่น แต่ก็ต้องมาช่วยวาในตรงนี้ แล้วสภาพจิตใจนี่คือตกจนไม่รู้จะตกยังไงแล้วค่ะ แต่เราก็ไม่เคยหมดหวังนะ คือถ้าเราท้อ คนข้างในก็ยิ่งท้อ เราเชื่อมั่นอย่างงี้มาตลอด คือเวลาที่ไปเยี่ยมเขาทุกครั้ง ซึ่งถ้าเราทำตัวห่อเหี่ยวให้เขาเห็น ก็จะทำให้คนที่อยู่ข้างในยิ่งเครียดตามเราไปด้วย และก็สงสารเขาด้วย เพราะเขาเจอทุกอย่างที่เลวร้ายในคุก แต่ในส่วนของเรามันแค่จิตใจที่ตก แต่ร่างกายมันยังได้ไง

• แล้วในช่วงที่ตัววายังอยู่ในคุก มันก็ต้องมีคนมาจีบคุณบ้าง ตรงนี้เรารับมือยังไง

หฤทัย : เราทำงานแบบที่ไม่ค่อยได้เจอผู้คนเท่าไหร่ เลยทำให้เลือกที่จะไม่ยุ่งสุงสิงกับใคร เลยกลายเป็นว่า ไม่ค่อยมีใครที่จะเข้ามาหาเราด้วยเลย คือกังวลแค่ตอนเขาป่วยและเจ็บ และไม่สบายมาก กลัวแค่นั้น เพราะว่ายาก็ไม่ค่อยมี คือสิ่งเดียวที่เรากลัว คือ กลัวเขาตาย กลัวแบบเจ็บปวดตาย นั่นทำให้เราต้องสู้ไปด้วยกัน ทั้งฝั่งวาที่ต้องสู้ในคุก และเราที่สู้กับภายนอก ซึ่งเรื่องการใช้คำพูดก็ถือว่าสำคัญมาก ถ้าทะเลาะกัน เช่นช่วงกลางสัปดาห์ ถ้าเขาถามว่ากินอะไรหรือยัง แล้วเราตอบว่ายัง คือมันรู้สึกไม่ดีแล้วไง รู้สึกว่าตัวเองพูดแบบว่า ทำให้เขาไม่สบายใจ และกินอะไรไม่ได้ขนาดนี้เลยเหรอ แล้วถ้ากินอะไรไม่ได้เลยขึ้นมาจริงๆ มันจะกลายเป็นเขาเป็นคนผิดที่ทำให้เราไม่ยอมดูแลตัวเอง จุดนี้สำคัญมากเลย นอกนั้นเราไม่กลัวเลย

วรวิทย์6

• กลับมาที่วา ในการใช้ชีวิตของเราในเรือนจำนั้น เป็นอย่างไรบ้างครับ

วรวิทย์ : คือการอยู่ข้างในนั้น โอกาสเปอร์เซ็นต์ที่จะป่วยมีสูงกว่าคนข้างนอกนะครับ คือร้อยพ่อพันแม่มาอยู่รวมกัน แดนนึงเป็นพันๆ คน แล้วการที่จะหายามากินได้นั้น มันยากนะ คือสมมติว่าถ้าเราป่วยอยู่ข้างล่างนี่คือพอทนได้ แต่ถ้าเรากลับเข้าห้องขังไปแล้ว เกิดเจ็บป่วยขึ้นมาก็จะออกจากห้องขังไม่ได้เลย อาจจะมีการตายในห้องขังด้วย เพราะกว่าจะรู้อีกทีก็วันถัดไปเลย มันเป็นกฎเกณฑ์ของเรือนจำเนอะ ต้องรอเช้าวันถัดไปอย่างเดียว จะเจ็บป่วยแค่ไหนก็ตาม ก็ต้องอดทน กว่าที่จะไปรักษาข้างนอกได้ มันออกไม่ได้ แล้วการจะไม่เจ็บไม่ป่วยนี่คือ ไม่มี มันสกปรก เพราะการอยู่ใกล้กัน คือถ้าไม่มีภูมิคุ้มกัน ก็จะเจ็บป่วยได้ง่าย แล้วในเรื่องยาก็เหมือนกัน มันก็หายาก การกินยาคือ ทุกอย่างสภาพเลวหมด

ส่วนเรื่องสภาพจิตใจ ถามว่าท้อมั้ย ในบางวันถ้ามีการคิด ก็ท้อเหมือนกันนะครับ ซึ่งถ้าเราคิดเรื่องท้อปกติก็ท้อ แต่พอเราคิดเรื่องทั้งแฟนและครอบครัวเราขึ้นมา เห็นตอนที่เขาช่วยเรา เห็นตอนที่เขาลำบากมันท้อไม่ลง คือพอคิดถึงพวกเขาทีไร ก็จะมีกำลังใจกลับมาทุกครั้ง แต่ก็ไม่ถึงขั้นซึมเศร้า เพราะด้วยความที่เราชอบเล่นกีฬา ผมก็จะใช้เวลาเหล่านี้มาออกกำลังกาย เตะฟุตบอล เตะตะกร้อทุกวัน ในแต่ละวัน ผมเตะตะกร้อวันละ 7-8 เซต ผมก็เตะได้ คือเตะได้ทั้งวัน เหมือนกับการคลายความเครียดของเราด้วย และพอได้ออกกำลังกายก็นอนสบาย อาบน้ำ ขึ้นห้องนอน

• นอกจากการออกกำลังกายแล้ว มีสิ่งไหนที่ช่วยให้เราผ่านวิกฤตในแต่ละวันไปได้ครับ

วรวิทย์ : ส่วนมากก็นั่งแลกแปลี่ยนความคิดเห็นกัน ก็ไม่มีอะไรมากครับ พอเข้ากองงานก็มีอะไรคุยไปด้วย คือแต่ละวันก็จะมีการนับยอดแล้ว ก่อนจะลงห้องต้องนับยอดก่อน ลงห้องมา อาบน้ำแปรงฟัน ลงห้องตอน 7 โมงครึ่ง พอเสร็จก็ลงมาเข้าแถวเช็กยอด พอ 8 โมง เคารพธงชาติ ไหว้พระสวดมนต์ เช็กยอดเรียบร้อยก็เข้ากองงาน จนกินข้าวเที่ยง เสร็จแล้วก็มานับยอดตอนเที่ยง พอนับยอดเสร็จก็ไปเก็บผ้าของแต่ละคน จากนั้นก็ไปอาบน้ำ รอกินข้าวเย็นตอนบ่าย 2 พอเรียบร้อย บางคนก็ไปอาบน้ำ จากนั้นเก็บของเตรียมตัวขึ้นห้อง พอบ่าย 3 ก็เข้าแถวนับยอด เช็กยอด จากนั้นก็เคารพธงชาติ สวดมนต์ ไหว้พระ แล้วก็ต้องแก้ผ้าขึ้นห้อง เดินผ่านอุโมงค์ขึ้นไป จากนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจอีกรอบ เพราะว่าเขาจะไม่ให้เอาอะไรขึ้นห้องเลย ขึ้นห้องแล้วก็ไปนับยอด แล้วก็ดูทีวีในห้อง จน 3 ทุ่มก็นอน แล้วในห้องก็จะมีกล้องวงจรปิด แล้วทุกครึ่งชั่วโมง ก็มีคนมาเดินตรวจ จบ 1 วัน ก็เป็นอย่างงี้ทุกวัน ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็ออกกำลังกาย

วรวิทย์7

• จนกระทั่งวันหนึ่ง ในรูปคดีที่พอจะมีหนทางแล้ว อยากให้ช่วยเล่าถึงตรงนี้หน่อยครับ

วรวิทย์ : คือในตอนที่แฟนไปเดินเรื่อง เรามีความหวังตั้งแต่ไปเดินเรื่องแล้วครับ คือในส่วน 2 ศาลแรกนั้น เราถูกตัดสินว่าจำคุกหมด แต่ก็ไปร้องเรียนกระทรวงยุติธรรมแล้ว รองปลัดกระทรวง ท่านดุษฎี ท่านก็รับเรื่อง แล้วก็ส่งทีมมาร้องเรียน จนทางกระทรวงรับเรื่อง ซึ่งทำให้เราเริ่มมีความหวังแล้ว แม้ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม แล้วทั้งบ้านเรา ทั้งแฟนมาเยี่ยม เขาก็ดีใจกันหมด ก็ทำให้จิตใจมันดีขึ้นเลย มันทำให้เข้มแข็งขึ้น คือทุกอย่างมันดีขึ้นมาหมด และเริ่มดีขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นลำดับ จนยกฟ้องครับ

หฤทัย : ในการตรวจสอบคดี มันก็จะมีขั้นตอนของมัน สมมติว่าพอมาร้องเรียน กระทรวงก็รับเรื่อง และมีจดหมายตอบรับ พอตอบรับเสร็จ ทีมที่ทำงานน่ะค่ะ ลงพื้นที่ แต่ละขั้นตอน จากนั้นเก็บตัวอย่าง เก็บหลักฐาน แล้วเขาจะมีการตั้งโจทย์ตั้งคำถามให้เราพาไปดู แล้วก็ตั้งคำถามว่า มันจะมีความเป็นไปได้หรือเปล่า อย่างงั้นอย่างงี้ พยายามให้เราไปดูที่เกิดเหตุ จากนั้นเขาก็จะเป็นคนประเมินว่าน่าจะเป็นแบบนี้ คือเขาจะนำมาจับที่เครื่องจับเท็จก่อน เขาก็จะมาถามถึงเหตุการณ์กับตัววาว่าเป็นยังไง จากนั้นเขาก็จะมีข้อมูลจากตรงนี้ และข้อมูลจากเขาเอง มาไล่ถามทีละจุด มาทดลองทดสอบ มาทดสอบวิถีกระสุน

วรวิทย์ : คือตอนนั้นมีอาจารย์คนหนึ่งก็เข้ามาแบบไม่มีข้อมูลอะไรเลย มีแต่ใบจากกองพิสูจน์หลักฐาน จากภาพที่เคยถ่ายไว้ จากเสื้อผู้ตาย แล้วก็มาทดลองยิง ตรวจหาคราบเขม่าดินปืน หาความหนาแน่น และวิถีกระสุน ซึ่งก็ไม่ใช่แล้ว คือในรูปคดี โจทย์ที่ขับรถไปกับคนตาย คือบอกว่าได้ยินเสียงปืน แล้วเห็นรถพวกผมห่างจากจุดเกิดเหตุ 10 เมตร 20 เมตร 30 เมตร ตามลำดับ เขาบอกว่าพวกผมขี่รถไล่ยิง แต่ผลการชันสูตรศพมันเป็นการจ่อยิง ไม่ถึง 2 เมตร คราบเขม่าของปืน ความหนาแน่น และรอยฉีกขาดของเสื้อก็ไม่ใช่แล้ว ซึ่งมันขัดแย้งกัน

วรวิทย์8

• ทำให้ปัจจัยเหล่านี้ กลายเป็นคำพิพากษายกฟ้องเรา พอเราได้ฟังคำตัดสินแล้ว ความรู้สึกเราเป็นยังไงบ้าง

วรวิทย์ : สำหรับผม การเข้าไปอยู่ในนั้น ก็เหมือนกับตายทั้งเป็นไปแล้ว เหมือนตกนรกเลย แต่จะมีความต่างตรงที่นรกคนเป็นกับนรกคนตาย แต่พอได้ยินคำตัดสินนี่คือเรากลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ได้ชีวิตใหม่กลับมา คือทั้งครอบครัวและแฟนก็รักกันมาตลอด แต่คู่คดีบางคนนี่คือ โดนทอดทิ้งไปเลย แต่เรายังอยู่ครบ ซึ่งแม้เราจะเป็นคนที่โชคร้ายที่สุดในโลก แต่เราก็เป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลกเหมือนกัน คือคำว่าโชคดีที่อาจจะไม่มีเงินทองเป็นหมื่นล้านเหมือนเขา แต่เขาไม่มีรักแท้กับคนที่รักแบบผม

หฤทัย : รู้สึกว่า พอแล้ว จบสิ้นทุกสิ่งอย่าง ไม่ต้องรอ ไม่ต้องเหนื่อย ทำงาน และดิ้นรนคนเดียว พร้อมที่จะไปรับเขากลับบ้าน เราไม่เอาอะไรแล้ว

• เช่นเดียวกันทางบ้านของทั้งสองฝ่ายก็ยินดีกับเราด้วย

วรวิทย์ : ในส่วนของบ้านน้อย เราปิดบังทางบ้านน้อยมาตลอด ไม่มีใครรู้ คือเขารักเราจนกลัวว่าทางบ้านเขาจะกีดกัน เลยโกหกไปว่า ผมไปทำงานที่นั่นที่นี่ ไปทำงานต่างประเทศ จนกระทั่งเขามาถามว่า ‘วาไปไหน ไม่เห็นกลับบ้านเลย’ ไปบังคับให้เขาทำงานหรือเปล่า พ่อแม่ก็อยากให้มาแต่งงานให้เรียบร้อย จนเมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งมารู้ความจริง เขาก็ช็อกครับ ผมก็เลยนำญาติผู้ใหญ่ไปขอขมาท่าน ท่านก็รับรู้และเห็นใจน่ะครับ คือเรา 2 คนเจอมาหนัก ซึ่งจากที่เราคิดว่า เขาคงไม่โอเคกับเราแน่ๆ แต่พอไปแล้วไม่มีอะไร ไม่เป็นไรมันผ่านมาแล้ว เขาก็โกรธที่น้อยไม่บอกเขา ตอนนี้เหลือแค่ปู่ย่าเขาที่เดชอุดม ที่ยังไม่ได้บอก

หฤทัย : คือกับคนอื่นเราไม่แคร์ ไม่สนใจ แต่กับทางบ้านนี่คือเรายังต้องการอยู่ อาจจะเป็นห่วงบ้าง คือทางญาติผู้ใหญ่ยังไงเราก็ต้องไปบอกนี่แหละค่ะ แต่เขาก็พอรู้จากสื่อบ้างแหละ เราก็คิดว่าจะกลับไปอธิบายให้พวกเขาฟังอีกที

วรวิทย์9

• พอถึงวันที่เรือนจำปล่อยตัววาออกมา ทีนี้อยากให้คุณช่วยเล่าหน่อยครับ

วรวิทย์ : ผมว่าทั้งชีวิตคงจะหาประสบการณ์แบบนี้ไม่ได้อีกแล้วนะครับ คือวันนั้นผมรู้สึกว่าอบอุ่นมาก ตั้งแต่เดินออกมา เราได้เห็นครอบครัวและญาติๆ ที่มารอรับเรา 20-30 คน นี่คือมันรู้สึกดีใจสุดๆ ไปเลย จนบางทีคิดเหมือนกันว่า ฝันไปหรือเปล่า จนตอนที่ได้ออกมา ผมก้มลงกราบแม่ และญาติๆ บรรยากาศในตอนนั้นคือสุดๆ ไปเลย จนแบบประมาณว่า ถูกรางวัลที่หนึ่ง ก็คงจะประมาณนี้ เพราะว่าต่อให้ถูกรางวัลจริงๆ แต่ถ้าอยู่ข้างใน ผมว่าก็ไม่มีใครอยากได้หรอกครับ แล้วพอในช่วงวินาทีที่ได้เห็นหน้าพ่อแม่และคนที่เรารักครั้งแรก ได้เห็นน้ำตาเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้ความคิดเราเปลี่ยนไปหมดเลย ในจุดนั้นมันทำให้คิดว่า ชีวิตนี้เรายังต้องการอะไรอีกมั้ย เพราะว่าเรามีถึงขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

• จากที่คุณประสบเคราะห์กรรมมา 7 ปี มันให้แง่คิดและการเติบโตของคุณยังไงบ้างครับ

วรวิทย์ : มากเลยครับ การที่เราได้ไปอยู่ในนั้น มันทำให้ผมใจเย็นขึ้น เป็นคนที่สู้ขึ้น จากปกติก็สู้อยู่แล้ว และทำให้กล้าเผชิญกับความลำบาก จนไม่มีความลำบากอะไรที่จะมาทำร้ายผมได้ ต่อให้ผมไม่มีเงินสักบาทผมก็คิดว่าอยู่ได้ เพราะเราผ่านช่วงชีวิตแห่งความลำบากและเลวร้ายมาแล้ว ซึ่งคิดว่าจะไม่มีอะไรที่เราก้าวข้ามไม่ได้ อีกอย่าง มันก็ทำให้เราได้อยู่กับตัวเองเยอะนะครับ เวลาที่อยู่ในสังคมปกติ เราอาจจะมีเพื่อน หรือใครก็ตาม ที่ทำให้เราได้อยู่ด้วย คือพอเราไปอยู่ในที่ตรงนั้น มันทำให้เราได้อยู่กับตัวเองเยอะขึ้น ได้มีโอกาสทบทวนอะไรหลายอย่าง ได้เห็นคนที่ลำบากกว่าเรา มันทำให้เราสู้ได้ และเป็นผู้ใหญ่สมบูรณ์แบบไปเลย

วรวิทย์10

• พอคุณได้รับอิสรภาพอีกครั้ง ความตั้งใจแรกสุดของคุณนี่คือทำอะไรครับ

วรวิทย์ : ความตั้งใจของผมนี่คือ ผมอยากทำงานหาเงินเพื่อมาแต่งงานกับน้อย ซึ่งกิจการที่พ่อทำนั้น ผมก็จะมาจัดการด้วยตัวเองอย่างเต็มตัวเลย อยากที่จะทำร้านก่อนเลย เพราะว่าตรงนี้มันคือรายได้หลัก ช่วยแบ่งเบาภาระเขาด้วย เพราะเขาทำงานหนักมาคนเดียว แต่ทางญาติๆ ก็อยากจะให้เราบวชก่อน เราก็จะทำสิ่งที่พวกเขาขอมาก่อน จากนั้นก็จะมาทำร้านตามที่บอกครับ เพราะต้องกินต้องใช้ บางคนบอกว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญนะ แต่ไอ้สิ่งสำคัญที่ว่า มันต้องเอาเงินซื้อเนี่ยสิ ก็จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้าน และช่วยพ่อครับ เพราะตอนที่เราติดคุกอยู่ พ่อนี่คือตรอมใจเลย ป่วยมีโรครุมเร้า อย่างที่น้อยบอกว่า ถ้าจิตใจอ่อนแอ ร่างกายก็ส่งผลตาม เหมือนพ่อผมเลย คือหลังจากที่ผมได้กลับมา จากที่เดินไม่ได้ แกกลับมากินข้าวได้เยอะขึ้น ยิ้ม แกมีความสุขมาก คือเราจะมองออกเลยว่า คนที่อยู่ข้างเรานั้นมีความรู้สึกอย่างไร ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะไม่รู้

• ในแง่ของฝ่ายที่เขาทำกับเรา เราคิดยังไงกับพวกเขาเหล่านั้นครับ

วรวิทย์ : ในส่วนของผม ผมไม่ติดใจใครแล้วครับ คือตอนที่เรายังอยู่ข้างใน ก็มีอารมณ์ที่จะโกรธเกลียดบ้าง แต่พอเราได้ออกมา ความรู้สึกเหล่านั้นมันหายไปเลย พอเรามาเจอแบบนี้ มันก็เทียบกันไม่ได้ จริงๆ เวลา 6-7 ปี ที่ผ่านมา มันก็ทำอะไรได้หลายอย่างนะครับ ซึ่งถ้าผมเอาเวลาไปทิ้งกับเรื่องแบบนี้ ก็ไม่ต้องทำอะไรแล้วครับ ชีวิตก็ต้องจมอยู่อย่างงั้น ตอนนี้เราโอเคกับคนที่เขารักเรา ก็พอแล้ว ที่เหลือ เราก็ทำงานเก็บเงิน สู้ชีวิตกันต่อไป อยากให้ครอบครัวสบายแล้ว เอาเวลาที่เหลือมาสู้ตรงนี้ดีกว่า

หฤทัย : สำหรับเรา เราก็คิดแบบเดียวกับเขานะคะ อย่างน้อย เราโชคดีแค่ไหนที่ได้เขากลับคืนมา คือไม่ติดใจอะไรใครทั้งนั้น ส่วนชีวิตข้างหน้า เราก็อยากที่จะใช้ชีวิตให้ปกติสุข มีครอบครัวปกติกันไป

• ถ้าในแง่ของคนที่เขาประสบชะตากรรมแบบที่คุณเคยเจอมา คุณอยากจะให้กำลังใจกับพวกเขายังไงบ้างครับ

วรวิทย์ : อยากให้พวกเขาได้ดูคดีผมเป็นตัวอย่างก็ได้ครับ อยากให้พวกเขามีกำลังใจในการต่อสู้ อย่างน้อยมันก็ยังมีความยุติธรรม คือถ้าไม่มี เราก็คงไม่ได้กลับมา อีกอย่าง ตราบใดที่ยังมีหน่วยงานดีๆ อย่างกระทรวงยุติธรรม และทีมงาน ถ้าเราไม่ผิดจริงๆ พวกเขาก็พร้อมที่จะช่วยเต็มที่ คือเขาทำด้วยใจ ไม่แบ่งแยกว่าใครรวย ใครจน ขอให้แค่ไม่ผิดจริงๆ คือถ้ามีความท้อ ก็อยากให้มองผมเป็นตัวอย่าง ว่าทำไมเขาอยู่ได้ ซึ่งถ้าเขาคิดถึงเรา เขามีกำลังใจละครับ ไม่อยากให้ท้อ และหมดหวัง อีกอย่าง อยากให้คนรอบข้างเขา ให้ยึดน้อยเป็นตัวอย่างเลยครับ จะให้ไปหาซื้อที่ไหนไม่ได้ครับ (ยิ้ม) เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ

ที่มา : manager

ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , คลิปข่าว , เรื่องน่าสนใจ

Share on Facebook0Tweet about this on TwitterGoogle+0
- 2017-06-19 2:51:28 คนอ่าน 75 คน