เริ่มด้วย “รัก”จบด้วย “ฆ่า”

เริ่มด้วย “รัก”จบด้วย “ฆ่า”

จากเหตุการณ์หนุ่มการไฟฟ้าฆ่าหมอแฟนสาวทั้งที่กำลังจะแต่งงานกันในอีก 5 วันข้างหน้าถูกพูดถึงอย่างมากถึงจิตใจโหดเหี้ยม โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าชายคนนี้มีกิ๊กสาวร่วมขบวนการขณะที่ครอบครัวฝ่ายหญิงมีบุญคุณส่งเสียให้ร่ำเรียนจนมีหน้าที่การงานมั่นคงยังทำกันได้ จากความเกลียดชัง กลายเป็นสาปแช่ง สนั่นโลกออนไลน์

 

ทั้งหมดล้วนเป็นความรุนแรงในครอบครัวที่มีจุดเริ่มต้นมาจาก “รัก” “นอกใจ” “มีใหม่” “หึงหวง” แต่ไม่เลือกที่จะเลิกแต่เลือกที่จะปิดชีวิตอีกคนแทน

ข้อมูลจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลพบว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปี 2559 จากหนังสือพิมพ์ 13 ฉบับ มีข่าวความรุนแรงในครอบครัวสูง อันดับหนึ่ง คือ สามีกระทำต่อภรรยา 71.8% และ 65.2% คู่รักแบบแฟนโดยฝ่ายชายเป็นผู้กระทำ

ซึ่งสิ่งที่น่าห่วงคือ วิธีการที่สามีลงมือฆ่า เกือบ 50% ใช้อาวุธปืนยิง รองลงมาใช้มีดหรือของมีคม รวมถึงการเลือกใช้วิธีฆ่าแบบอื่น เช่น ตบตีจนเสียชีวิต เผา ขับรถชน บีบคอ โดยมีมูลเหตุที่ทำให้ฆ่าเกือบ 80% มาจากการหึงหวง ระแวง โดยพื้นที่ก่อเหตุ พบว่า กรุงเทพมหานคร มากที่สุด

เหตุการณ์ในลักษณะของ ผัวฆ่าเมีย เมียฆ่าผัว ทั้งลงมือเองหรือจ้างวานไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นหากย้อนกลับไปเกือบ 60 ปี คดีสะเทือนขวัญระดับประเทศในเรื่องรักๆใคร่ๆ ก็คือ คดีนวลฉวี นางพยาบาลที่พบรักกับหมออธิปแต่จับได้ว่าหมอไปจดทะเบียนสมรสซ้อน กับหญิงคนอื่นจึงตามไปหึงหวงจนเธอถูกสามีฆ่าในที่สุด จากนั้นก็มีเรื่องราวในลักษณะนี้เกิดขึ้นต่อมาอีก 33 ปี ภาพเด็กอายุ 2 ขวบ นั่งร้องไห้ อยู่บนศพแม่ในรถเก๋งสีขาวทราบต่อมาคือ นางศยามล ลาภก่อเกียรติ ถูกสามีที่เป็นหมอฆ่าแม้จะหย่ากันแล้วเพราะเกรงว่านางศยามล จะไปก่อกวนงานแต่งกับผู้หญิงใหม่

จากนั้นก็มีคดีนักศึกษาแพทย์และแพทย์ฆ่าหั่นศพภรรยาอีก 2 คดี คือ เสริม สาครราษฎร์ ฆ่าหั่นศพ นางสาวเจนจิรา และ นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ ฆ่าหั่นศพ พญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ และปิดด้วยการจ้างวานมือปืนยิงสามีตนเองของหมอนิ่มที่เป็นถึงอดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย

นพ.ดร. วัลลภ ปิยะมโนธรรม นักจิตวิทยาและที่ปรึกษาโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้สัมภาษณ์ทีมนิวมีเดีย พีพีทีวี ว่า ความรุนแรงของคู่รักที่เกิดขึ้นในปัจจุบันต้องย้อนมองไปในอดีตตั้งแต่สมัยโบราณให้อิสระกับผู้ชายในการไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นนอกจากภรรยาตัวเองขณะที่ผู้หญิงจะถูกกดขี่ไม่ให้แสดงความรู้สึกว่าโกรธแค้น เสียใจ หรือ หึงหวง แต่หากวันใดที่ผู้หญิงทนไม่ไหวและไปมีความสัมพันธ์อาจเพียงแค่พูดคุยกับชายอื่นหรือภรรยาลุกขึ้นปกป้องตัวเองสามีจะรู้สึกว่าถูกหยามศักดิ์ศรีและไม่ให้เกียรติจนนำไปสู่การทำร้ายร่างกาย ตบตี

และสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์อันหน้าเศร้าสลดขึ้นคือ “มีชู้” “มีกิ๊ก” จนเกิดความรู้สึกผูกพันหรือรักและต้องการเลิกลากับคนเก่าโดยเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรม ตีตัวออกห่าง ทะเลาะเบาะแว้ง ตามด่าทอ หึงหวง แย่งชิง จนลุกลามให้ก่อเหตุลงมือฆาตกรรม ซึ่งในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นเรื่องรับได้หากสามีหรือภรรยาจะไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่นแต่ต้องไม่มีความรู้สึกรักหรือผูกพัน

ขณะเดียวกันปัจจุบันนี้ให้คำปรึกษาปัญหาการนอกใจกันมีจำนวนมากขึ้นแต่ที่แตกต่างจากสมัยก่อนกลับกลายเป็นว่าสามีเป็นฝ่ายมาปรึกษาเพราะภรรยานอกใจ โดยสื่อสังคมออนไลน์มีส่วนทำให้การตัดสินใจที่จะมีคนใหม่เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีผลทำให้เพียงแค่พูดคุยกันผ่านข้อความหรือมองผ่านรูปที่โพสต์เน้นหน้าตา เรือนร่าง ประกอบกับความเบื่อหน่ายในชีวิตคู่ซึ่งมีผลทำให้มุมมองเรื่องการแต่งงานไม่ใช่เรื่องจำเป็นและการหย่าเป็นเรื่องปกติ

นพ.ดร. วัลลภ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทางออกของเรื่องนี้คือการเปิดใจคุยกันระหว่างสามี ภรรยา โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ทางกายหรือเซ็กส์ และวิชาเพศศึกษายังเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะการสอดแทรกเนื้อหาในเห็นถึงคุณค่าของความรักไม่ใช่เพียงเรื่องเพศอย่างเดียว

 

 

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ที่มา : pptv

ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , เรื่องน่าสนใจ

เรื่องน่าสนใจ
- 17-01-2018 10:02:02 โพสต์โดย : Noodaa คนดู อ่าน 521 คน คน
  • คำค้นยอดนิยม

  • ดูละครย้อนหลัง