ฆาตกรฆ่าหั่นศพเด็ก-หญิงนิรนามมอบตัวแล้ว

ฆาตกรฆ่าหั่นศพเด็ก-หญิงนิรนามมอบตัวแล้ว

คดีฆ่าหั่นศพ 5 ขวบ – ทิ้งศพหญิงนิรนามพลิก ตำรวจมุ่งปมแก๊งชาวต่างชาติ อยู่ๆ มือสังหารโผล่มอบตัว ระบุเหยื่อเป็นแฟน-ลูกติดจากสามีเก่าที่เป็นญี่ปุ่น อ้างไม่ตั้งใจฆ่าเด็ก ส่วนที่หั่นศพเพราะสับสนทำไปทั้งน้ำตา มึนถุงดำไปอยู่ในบ้านร้างได้อย่างไร

คดีสะเทือนขวัญเด็กชายอายุประมาณ 4-6 ขวบ ถูกคนร้ายจ่อยิงอย่างโหดเหี้ยมหลายนัด ก่อนหั่นศพเป็นชิ้นส่วนใส่ถุงดำไปทิ้งไว้ในหมู่บ้านร้าง ชื่อหมู่บ้านพิมาน ถนนวัดอินทราวาส (วัดประดู่เดิม) แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. และคดีหญิงสาวที่ถูกยิงแล้วนำศพไปทิ้งริมถนนวงแหวนตะวันตกฝั่งขาออกไปบางปะอิน ช่วงกม.54-55 หมู่ 1 ต.คลองพระอุดม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี แม้ตำรวจจะมุ่งเป้าไปว่าเหยื่อและผู้ลงมือสังหารเป็นชาวต่างชาติ แต่ล่าสุดได้มีคนไทยออกมามอบตัวยอมรับว่าเป็นผู้สังหารทั้ง 2 ศพ

 ความคืบหน้าคดีนี้ เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ตุลาคม พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น.  ได้เรียกประชุมทีมงานชุดสืบสวนสอบสวนคดีฆ่าหั่นศพเด็กชาย โดยมี พล.ต.ต.ไพศาล เชื้อรอด ผบก.น.7 พ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ขลิบเงิน ผกก.สืบสวนสอบสวน บก.น.7 พ.ต.อ.วราพงษ์ มโนลีหกุล ผกก.สน.ตลิ่งชัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวน บก.น.7 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสน.ตลิ่งชัน  และเจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสอบสวนบช.น. เพื่อร่วมคลี่คลายคดี โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

 ภายหลังการประชุม พล.ต.ท.วรพงษ์ กล่าวว่า ผลการผ่าพิสูจน์ศพเด็กชายคนดังกล่าวพบหัวกระสุนขนาด .38 ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับที่พบในศพของหญิงสาวนิรนาม ดังนั้นจะนำหัวกระสุนไปให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน(พฐ.) พิสูจน์ว่าเป็นการยิงจากปืนกระบอกเดียวกันหรือไม่ หากเป็นการยิงจากกระบอกเดียวกัน ก็จะสามารถเชื่อมโยงคดีได้ ส่วนผลการตรวจดีเอ็นเอได้ส่งก้อนเนื้อของเด็กให้นิติเวช รพ.ศิริราช ตรวจแล้ว ซึ่งต้องใช้เวลานาน 2 วันถึงจะทราบผลว่าตรงกับดีเอ็นเอของสาวนิรนามหรือไม่ ถ้าผลตรงกันก็สามารถระบุได้ว่ามีความเกี่ยวข้องเป็นญาติกัน ซึ่งจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี สามารถเชื่อมโยงคดีเข้าด้วยกันได้

 ”เด็กชายจะเป็นชาวต่างชาติหรือคนไทยนั้น ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่จากการตรวจสอบเปรียบเทียบกับหญิงสาวนิรนามที่ อ.ลาดหลุมแก้ว ลักษณะผิวพรรณใกล้เคียงกัน มีผิวสีขาว ผิวพรรณดีน่าจะเป็นคนที่มีฐานะพอสมควร ที่ว่าเด็กเป็นชาวเกาหลี ก็ยังเป็นเพียงสันนิษฐาน เพราะมีประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามา แต่จากการตรวจสอบก็พบว่ายังไม่ใช่” พล.ต.ท.วรพงษ์ กล่าว

 ด้าน พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ได้จัดตั้งศูนย์รวบรวมข้อมูลรายงานการสืบสวนคดีนี้ขึ้นมา โดยมีการร่วมมือกันจากหลายหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนผู้พบเห็นได้แจ้งเบาะแสเข้ามา ซึ่งขณะนี้มีการแจ้งเบาะแสเข้ามามากพอสมควร มีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ พร้อมทั้งได้แบ่งแนวทางการสืบสวนเป็น 3 ทางแต่ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้มาก ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ทำงาน เชื่อว่าจะสามารถนำตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน

 ”การก่อเหตุครั้งนี้คนร้ายใช้วิธีการที่ทารุณมาก ทั้งยิงที่แขน ก่อนจะมายิงที่ท้อง และจุดสุดท้ายยิงเข้าที่แก้มขวา ซึ่งเพียงจุดนี้ก็สามารถทำให้เด็กเสียชีวิตได้แล้ว จึงเชื่อว่าคนร้ายน่าจะมีความโกรธแค้น โดยใช้เด็กเป็นเหยื่อล่อเพื่อบีบบังคับคนบางคนเพราะต้องการอะไรสักอย่าง” พล.ต.ต.อำนวย กล่าว

 ต่อมาเมื่อเวลา 13 00 น. ด.ต.จารึก ไชยศรี ผบ.หมู่กองกับการ 4 สุนัขและม้าตำรวจ ได้นำสุนัขตำรวจชื่อแซมซั่น พันธุ์อัลเซเชียน ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุภายในหมู่บ้านพิมาน ซึ่งเป็นที่พบศพเด็กชาย เพื่อสืบหาร่องรอยเพิ่มเติม รวมทั้งมือทั้ง 2 ข้างของเด็กที่ยังหาไม่พบ โดยให้สุนัขดมกลิ่นวิกผมที่ติดมาในถุงดำ ก่อนออกตามหาชิ้นส่วนที่หายไป อย่างไรก็ตาม การค้นหาครั้งนี้ยังไม่พบชิ้นส่วนมือทั้ง 2 ข้าง และหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวกับคดีเพิ่มเติม

  เมื่อเวลา 12.30 น. วันเดียวกัน พ.ต.ท.จีรวัฒน์ แนวจำปา รองผกก.ปป.สภ.ลาดหลุมแก้ว ซึ่งดูแลการคลี่คลายคดีหญิงสาวถูกยิงแล้วนำศพมาทิ้งในพื้นที่ กล่าวว่า หลังจากมีข่าวแพร่สะพัดออกไป ก็มีพลเมืองดีแจ้งเบาะแสมาว่าพบหญิงสาวผู้ตายถูกอุ้มขึ้นรถกระบะสีดำ ซึ่งไปตรงกับผู้เห็นรถกระบะสีดำวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านร้างในเขตตลิ่งชัน และได้สืบสวนในทางลับพบว่ารถกระบะคันดังกล่าวเป็นรถเช่าจากเต็นท์รถในกทม. โดยชาวเกาหลีเป็นผู้เช่า 

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการแจ้งความไว้ในพื้นที่นครบาลว่าเป็นอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกันก่อนพบศพหญิงสาวเพียง 1วัน แต่ทางผู้แจ้งมั่นใจว่าเป็นเหตุการณ์อุ้มหญิงสาวขึ้นรถไป โดยตอนนี้ได้แบ่งงานให้ พ.ต.ท.ประสิทธิ์ สายสะอาด สว.สส. ไปขอความร่วมมือกับท้องที่ สน.บางขุนเทียน ขอข้อมูลเกี่ยวกับการลักพาตัว และให้ พ.ต.ท.เกรียงไกร พุทไธสง สวป. ไปขอข้อมูลผู้เช่ารถจากเต็นท์รถในกทม. ตามหารายชื่อผู้เช่ารถที่เป็นชาวต่างชาติว่าเป็นคนชาติใด” พ.ต.ท.จีรวัฒน์ กล่าว

 รองผกก.ปป.สภ.ลาดหลุมแก้ว กล่าวอีกว่า ลักษณะของหญิงสาวที่เสียชีวิตสวมใส่ถุงเท้าแบบเปิดเท้าให้เห็น ซึ่งคนไทยไม่นิยมสวมใส่ มักจะเป็นชาวเกาหลีที่ชอบสวมใส่กัน ซึ่งตอนนี้ได้ข้อสรุปว่าน่าจะเป็นชาวเกาหลี หรือชาวจีนแผ่นดินใหญ่ อย่างไรก็ตามต้องรอผลตรวจจากกองพิสูจน์หลักฐานก่อน

 ด้าน พล.ต.ต.วิทยา ประยงค์พันธ์ ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี กล่าวว่าคดีนี้เป็นคดีสะเทือนขวัญ ได้มอบหมายให้พ.ต.ท.จีรวัฒน์ แนวจำปา รอง ผกก.ปป.ลาดหลุมแก้ว เป็นผู้สืบสวน ซึ่งคืบหน้าไปมากแล้ว หากหญิงสาวกับเด็กที่ถูกหั่นศพเป็นแม่ลูกกันก็น่าจะรวมเป็นคดีเดียวกันได้ ส่วนการทำสำนวนสอบสวนเรื่องคดีนั้นแล้วแต่รักษาการ ผบ.ตร.จะให้ท้องที่ไหนเป็นผู้ทำคดี ซึ่งทางสภ.ลาดหลุมแก้ว ก็พร้อมที่จะทำสำนวนและสืบสวนหาผู้กระทำผิดต่อไป

 พล.ต.ต.สุรพล พินิจชอบ ผู้บังคับการกองพิสูจน์หกฐานกลาง (ผบก.พฐก.) กล่าวว่า ขณะนี้ สภ.ลาดหลุมแก้วได้ส่งหัวกระสุนที่พบในศพหญิงนิรนามมาตรวจจำนวน 2 หัว อยู่ในระหว่างการตรวจสอบด้วยกล้องตรวจกระสุน จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นกระสุนปืนลูกโม่ ขนาด .38 ส่วนหัวกระสุนที่พบในศพเด็กชายนั้นยังไม่ได้มีการส่งมา ยังอยู่กับแพทย์ รพ.ศิริราช เนื่องจากต้องชันสูตรศพให้เสร็จสิ้นก่อน แต่ได้มีการประสานมายังกองพิสูจน์หลักฐานกลางแล้วว่าจะส่งมาตรวจสอบเปรียบเทียบว่าเป็นหัวกระสุนชนิดเดียวกัน หรือมาจากปืนกระบอกเดียวกันหรือไม่ คาดว่าจะส่งมาถึงในช่วงเย็นวันนี้ (13 ต.ค.)

 พล.ต.ต.สุรพล กล่าวว่า การตรวจเปรียบเทียบเพื่อยืนยันว่าหัวกระสุนที่พบในศพทั้งสองว่าตรงกันหรือไม่นั้น ต้องรอขั้นตอนการตรวจอย่างน้อยประมาณ 5 วัน เนื่องจากหัวกระสุนตรวจสอบยากกว่าส่วนปลอกกระสุน ต้องดูสภาพหัวกระสุนที่ได้มาก่อนว่ามีสภาพอย่างไร ถ้าหากหัวกระสุนมีความสมบูรณ์ก็จะมีร่องรอยชัดเจน แต่ถ้าบี้แบนก็จะตรวจสอบยากต้องใช้เวลา ส่วนการตรวจก็จะใช้กล้องสำหรับตรวจกระสุนส่องเปรียบเทียบจากลักษณะการสับเกลียวของปืนที่ใช้ว่ามีลักษณะเหมือนกัน และทิศทางเดียวกันหรือไม่ สำหรับชนิดของหัวกระสุนนั้นภายในวันที่ 14ตุลาคม ก็น่าจะสามารถยืนยันได้ว่าเป็นขนาดใด และมาจากปืนชนิดใด

 อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงหัวค่ำวันเดียวกัน นายศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ อายุ 40 ปี ชาวกรุงเทพฯ ได้ติดต่อขอมอบตัวผ่านสำนักข่าวไทย โดยขอความอนุเคราะห์ 3 เรื่อง คือ ไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสวมกุญแจมือขณะค้นห้องพักที่เกิดเหตุที่ อ.บางบัวทอง ห้ามมูลนิธิหรือผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปโดยเด็ดขาด นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และขอให้ญาติติดต่อรับแท็กซี่สีชมพูที่ใช้ก่อเหตุยิงคนรัก คือ น.ส.สุนันท์ ศรีสุวรรณ (มาคิโน) อายุ 38 ปี เสียชีวิตก่อนนำศพไปทิ้งในพื้นที่ อ.ลาดหลุมแก้ว โดยอ้างว่าไม่มีเจตนายิงเด็กชายวัย 5 ขวบ หรือ น้องโชว์ มาคิโน บุตรชาย ที่เกิดจากสามีชาวญี่ปุ่นแต่อย่างใด นอกจากนี้อาวุธปืนยังพลาดถูกน้องมินท์ ด.ญ.พิชยา อายุ 13 ขวบ ได้รับบาดเจ็บ

 ส่วนสาเหตุที่ต้องหั่นศพน้องโชว์เนื่องจากอยู่ในภาวะสับสน ต้องหั่นศพทั้งน้ำตาไปทิ้งริมถนน แต่ไม่ทราบว่าถุงดำบรรจุศพเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านร้างได้อย่างไร ภายหลังเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวแล้ว นายศิริพงษ์ก็ได้ให้ปากคำต่อ พ.ต.อ.พยนต์ ลาเสือ รองผู้บังคับการกองปราบปราม

 วันเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ ทั้งนี้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นตำรวจมืออาชีพ เข้าใจปัญหาดี ส่วนคดีนี้เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติหรือไม่ ก็ยังพูดไม่ได้ว่าเป็นอะไรกันแน่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลักพาตัวเรียกค่าไถ่ หรือจะเป็นยาเสพติด ตำรวจจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

 ”ผมมั่นใจว่าตำรวจมีความสามารถคลี่คลายคดีเอาข้อเท็จจริงมาเปิดเผยและหาคนผิดมาดำเนินคดีได้” นายสุเทพ กล่าว

 ต่อมาในช่วงค่ำ นายศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ อายุ 40 ปี ชาวกรุงเทพฯ ได้ติดต่อขอมอบตัวผ่านสำนักข่าวไทย โดยขอความอนุเคราะห์ 3 เรื่อง คือ ไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสวมกุญแจมือขณะค้นห้องพักที่เกิดเหตุที่ อ.บางบัวทอง ห้ามมูลนิธิหรือผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปโดยเด็ดขาดนอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และขอให้ญาติติดต่อรับแท็กซี่สีชมพูที่ก่อเหตุยิงคนรักไป

 นายศิริพงษ์ ให้การว่า ผู้เสียชีวิตคือ น.ส.สุนันท์ ศรีสุวรรณ (มาคิโน) อายุ 38 ปี ซึ่งเป็นแฟนกัน หลังเสียชีวิตนำศพไปทิ้งในพื้นที่ อ.ลาดหลุมแก้ว อีกศพคือน้องโชว์ มาคิโน อายุ 5 ขวบ คือ บุตรชายน.ส.สุนันท์ ที่เกิดจากสามีชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้อาวุธปืนยังพลาดถูกน้องมินท์ หรือ ด.ญ.พิชยา บุตรสาวอายุ 13 ปี ได้รับบาดเจ็บด้วย

 นายศิริพงษ์ กล่าวว่า หลังฆ่าทั้ง 2 คน แล้วก็ได้นำศพ น.ส.สุนันท์ไปทิ้ง และกลับมาที่ห้องพักย่านบางบัวทอง ก่อนจะทำแผลให้น้องมินท์ และพาเข้านอน ส่วนน้องโชว์นำศพไปที่ห้องน้ำเพื่อทำความสะอาด ก่อนลงมือหั่นศพ โดยขณะที่หั่นน้ำตาไหลตลอดเวลา

 ”ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะหั่นศพ แต่ขณะนั้นเกิดอาการสับสน และหากนำศพน้องโชว์ไปทิ้งทั้งร่างก็ผิดสังเกต จึงหั่นศพเพื่อแยกชิ้นส่วนจากนั้นนำชิ้นส่วนทั้งหมดใส่ถุงไปทิ้งหน้าปากซอย แต่ก็ไม่ทราบว่าชิ้นส่วนทั้งหมดมาปรากฏอยู่อีกจุด ใกล้หมู่บ้านร้างได้อย่างไร” นายศิริพงษ์ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 20.00 น. พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. เดินทางไปที่สำนักข่าวไทย เพื่อสอบปากคำนายศิริพงษ์ ร่วมกับ พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบช.น. และ พ.ต.อ.ประยนต์ ลาเสือ รองผู้บังคับการกองปราบปราม (รอง ผบก.ป.) หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายศิริพงษ์ไปที่ สน.ตลิ่งชัน โดยมีสื่อมวลชนติดตามไปทำข่าวจำนวนมาก

 ด้าน พ.ต.อ.ประยนต์ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนทราบว่าผู้เสียชีวิตทั้งสองรายเป็นแม่ลูกกัน ส่วนผู้ต้องหาเป็นแฟนของผู้หญิงที่เสียชีวิต ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเด็ก ส่วนประเด็นในการสังหาร ผู้ต้องหาให้รับสารภาพว่าเกิดจากสาเหตุทะเลาะวิวาทกัน อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหารายนี้

 หลังจากนั้น พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ควบคุมตัวนายศิริพงษ์ไปที่ สน.ตลิ่งชัน เมื่อไปถึงได้นำตัวไปที่ห้องประชุมชั้น 3 และเปิดให้ผู้สื่อข่าวซักถามได้เพียง 5 คำถาม

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมจึงมอบตัว นายศิริพงษ์กล่าวว่า ที่มอบตัวก็เพราะว่าแม่ขอร้องให้มอบตัว รักแม่มาก ชีวิตเป็นของแม่ ก็เลยอยากให้แม่สบายใจ อีกทั้งไม่อยากให้การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ดำเนินการไปในทางที่ผิด

 ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ทำไมต้องฆ่าผู้หญิง นายศิริพงษ์กล่าวว่า ระหว่างเกิดเหตุผู้หญิงได้นั่งรถแท็กซี่มากับตน และพูดจากดดันสั่งให้ตนไปฆ่าสามีคนที่สอง ถ้าไม่ฆ่าก็จะเอาคนมาฆ่าตนก่อน ซึ่งได้กดดันมากว่า 1 ปีแล้ว ก็เลยรู้สึกโกรธ จากนั้นได้ใช้ปืนหันหลังไปยิงใส่หลายนัด ตนรู้ว่าผู้หญิงเสียชีวิตแล้ว และกระสุนได้พลาดไปโดนเด็กชายและเด็กหญิงด้วยแต่ไม่คิดว่าเด็กชายจะเสียชีวิต และเมื่อตนขับห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตรก็ได้นำศพผู้หญิงทิ้ง ก่อนที่จะขับรถกลับบ้านที่ จ.นนทบุรี เมื่อถึงบ้านก็รู้สึกตกใจเมื่อเห็นเด็กชายตายแล้ว ส่วนเด็กผู้หญิงที่ได้รับบาดเจ็บนั้นก็ได้ทำแผลให้ รู้สึกเสียใจชีวิตที่เด็กชายตายเพราะรู้สึกผูกพันกัน

 นายศิริพงษ์ยังได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเรื่องความสัมพันธ์กับผู้หญิงที่เสียชีวิตว่า มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้หญิง แต่มาระยะหลังเกิดเรื่องทะเลาะกันบ่อย ก็เลยเกิดเรื่องนี้ขึ้น

 ส่วนคำถามที่ว่าฆ่าศพเด็กแล้วนำไปทิ้งที่ไหน นายศิริพงษ์ตอบว่า ศพเด็กได้นำไปทิ้งไว้ริมถนน คาดว่าศพเด็กอาจจะถูกเคลื่อนย้ายไปที่ย่านตลิ่งชัน คำถามสุดท้ายผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นอะไรกับเด็กหญิงวัย 13 ปี ผู้ต้องหารายนี้ตอบว่า เด็กไม่ได้เป็นอะไรกับตน แต่เป็นลูกติดของหญิงที่เสียชีวิต ที่ผ่านมา ตนเคยเลี้ยงเด็กทั้ง 2 คนมา

 ต่อมาตำรวจอนุญาตให้นายศิริพงษ์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับรายการข่าวข้นคนข่าว ทางสถานีโทรทัศน์โมเดินไนน์ ทีวี โดยได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดอีกครั้ง พร้อมทั้งเปิดเผยว่าหลักฐานคือปลอกกระสุนซึ่งยิงไป 2 โม่ โม่ละ 7 นัด ตอนนี้อยู่ที่ห้องพักของตน 12 นัด หายไป 2 นัด รวมทั้งมีดที่ใช้หั่นศพน้องโชว์ด้วย ซึ่งในวันที่ไปค้นห้องจะมอบให้ตำรวจ

 นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวภาคสนามยังได้นำตัวน้องมินท์ ซึ่งรอดชีวิตไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระรามเก้า โดยผู้สื่อข่าวภาคสนามซึ่งได้คุยกับน้องมินท์รายงานทางโทรศัพท์ว่า น้องมินท์ได้รับบาดเจ็บกระสุนถากต้องนอนพักรักษาตัว โดยขณะนี้รู้สึกตัวทุกอย่าง และบอกว่ารอดมาได้เพราะแกล้งตาย และเมื่อถูกเขย่าตัวก็เลยบอกกับนายศิริพงษ์ให้ไว้ชีวิตและจะยอมทำตามทุกอย่าง

 อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวโมเดิร์นไนน์ ทีวี รายงานว่าจากการพูดคุยกับน้องมินท์ขัดกับที่นายศิริพงษ์ให้การไว้หลายจุด อีกทั้งขณะนี้น้องมินท์ต้องการพบกับ “ลุงโจ” ซึ่งเป็นเพื่อนกับมารดาด้วย

 ด้าน พล.ต.ท.อัศวินกล่าวภายหลังสอบปากคำที่ สน.ตลิ่งชัน ว่า ผู้ต้องหาได้ให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าผู้ตายมีสามี 3 คน คนแรกเป็นคนไทย อยู่ที่ จ.ชลบุรี เป็นพ่อของน้องมินท์ คนที่ 2 เป็นญี่ปุ่น เป็นพ่อของน้องโชว์ ส่วนสามีคนที่ 3 คือ ตัวผู้ต้องหาเอง โดยก่อนเกิดเหตุวันเดียวกัน น.ส.สุนันท์ได้โทรศัพท์ให้ผู้ต้องหาไปรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ หากไม่ไปรับก็จะขู่ฆ่า  ซึ่งเมื่อไปรับ น.ส.สุนันท์กับลูกทั้งสองก็ไปนั่งเบาะหลัง โดยนางสุนันท์นั่งกลาง ระหว่างทางมีปากเสียงกันเรื่องที่นางสุนันท์สั่งให้ไปฆ่าสามีคนแรก และพูดว่าไม่มีน้ำยา ชาตินี้ก็ได้เป็นแค่คนขับแท็กซี่ ทำให้รู้สึกโมโห หยิบปืนที่เตรียมมาเอี้ยวตัวหันหลังไปยิง ขณะที่ น.ส.สุนันท์พยายามที่จะล็อกคอ ทำให้ผู้ต้องหายิงแบบไม่รู้ทิศทาง จน น.ส.สุนันท์เสียชีวิต ก็ได้ลากศพลงไปทิ้ง จากนั้นก็ขับรถไปที่บ้านพัก โดยผู้ต้องหาอ้างว่าไม่รู้ว่าเด็กชายวัย 5 ขวบเสียชีวิตแล้ว จากนั้นจึงนำศพไปล้างในห้องน้ำแล้วหั่นศพ ส่วนเด็กหญิงโดนกระสุนปืน 5 นัด เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การว่า ได้ทำแผลให้น้องมินท์ตามอรรถภาพจากนั้นได้นำส่งโรงพยาบาลพระรามเก้า

 พล.ต.ท.อัศวินกล่าวต่อว่า ดูลักษณะการยิงเหมือนผู้ต้องหาจงใจที่จะฆ่าให้ตายทั้ง 3 คน เนื่องจากใช้กระสุนทั้งหมด 2 โม่ รวม 14 นัด จึงเป็นไปไม่ได้ว่าผู้ต้องหาไม่ตั้งใจฆ่า อีกทั้งผู้ต้องหายังได้เปลี่ยนลูกกระสูนปืน ทำให้การให้การของผู้ต้องหาไม่มีน้ำหนัก

 

ข่าวจากคมชัดลึกออนไลน์

- 2009-10-14 8:29:42 คนอ่าน 273 คน