กรมศิลป์ฯ เล็งขึ้นทะเบียนบ้านร้าง ขุนพิทักษ์บริหาร อยุธยา เป็นโบราณสถาน

กรมศิลป์ฯ เล็งขึ้นทะเบียนบ้านร้าง ขุนพิทักษ์บริหาร อยุธยา เป็นโบราณสถาน

กรมศิลป์ฯ เตรียมขึ้นทะเบียนบ้านขุนพิทักษ์บริหาร ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า บ้านผีสิง เป็นโบราณสถาน

บ้านขุนพิทักษ์บริหาร

บ้านขุนพิทักษ์บริหาร

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 รายงานว่า กรมศิลปากรกำลังพิจารณาขึ้นทะเบียนบ้านผีสิง ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นโบราณสถาน โดยบ้านผีสิงหลังดังกล่าว ชื่อว่า บ้านขุนพิทักษ์บริหาร หรือ บ้านเขียว ตั้งอยู่ในอำเภอผักไห่ เป็นบ้านทรงไทยประยุกต์ สถาปัตยกรรมแบบตะวันตก มีอายุเก่าแก่นับร้อยปี

บ้านขุนพิทักษ์บริหาร

บ้านขุนพิทักษ์บริหาร

ทั้งนี้ ชาวบ้านร่ำลือกันว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านผีสิง เพราะเป็นบ้านเก่าแก่ที่ถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างอยู่ในป่า ริมคลองแม่น้ำน้อย โดยนางยุพิน มีประเสริฐ ชาวบ้านในละแวกนั้น ได้พาผู้สื่อข่าวเข้าไปสำรวจภายในบ้าน ก็พบว่า สภาพภายในค่อนข้างชำรุดทรุดโทรม และเมื่อขึ้นไปชั้น 2 ก็พบรูปถ่ายของขุนพิทักษ์บริหาร เจ้าของบ้าน ซึ่งชาวบ้านได้นำมาตั้งบูชาไว้

นอกจากนั้นแล้ว ผู้สื่อข่าวได้สังเกตเห็นห่วงเหล็กติดอยู่ที่พื้นหลายจุด จากการสอบถามจึงทราบว่า ห่วงเหล็กดังกล่าวใช้สำหรับล่ามทาสในสมัยโบราณ ส่วนที่ใต้ถุนบ้านก็มีการกั้นเป็นห้องเล็ก ๆ ไว้ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่า เป็นสถานที่สำหรับกักขังทาสไว้ใช้งาน

อย่างไรก็ตาม การสำรวจบ้านขุนพิทักษ์บริหารครั้งนี้ มีสิ่งหนึ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ พบตุ๊กแกขนาดใหญ่อยู่ที่ฝาบ้าน ซึ่งชาวบ้านบอกว่า ตามธรรมชาติแล้ว เมื่อเห็นคนจำนวนมาก ตุ๊กแกควรจะหลบ แต่ตุ๊กแกตัวนี้กลับอ้าปาก พร้อมกับส่งเสียงเหมือนกับจะขับไล่ไม่ให้เข้ามาในบ้านหลังนี้ ทำให้ชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา

บ้านขุนพิทักษ์บริหาร

บ้านขุนพิทักษ์บริหาร

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังสำนักงานศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา ก็ทราบว่า มีผู้ยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนบ้านหลังดังกล่าวเป็นโบราณสถานเข้ามา ซึ่งทางสำนักงานศิลปากรกำลังพิจารณาอยู่ โดยชาวบ้านเชื่อว่า หากบ้านหลังนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว อย่างน้อยก็จะได้มีการเข้ามาดำเนินการบูรณะซ่อมแซมให้มีสภาพคงเดิม เพราะเป็นบ้านเก่าแก่ อายุกว่าร้อยปี

 

ประวัติบ้านขุนพิทักษ์บริหาร
บ้านเขียวหรือบ้านขุนพิทักษ์บริหาร
สมัยรัชกาลที่ 5 ขุนพิทักษ์บริหาร (พึ่ง มิลินทวนิช)

เป็นนายแขวงเสนาใหญ่ คืออำเภอผักไห่ในปัจจุบัน (เคยเข้ารับใช้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ด้วย) ภรรยาคือนางจ่าง มิลินทวนิชขุนพิทักษ์ฯ เป็นเจ้าของกิจการเรือสองชั้นที่เรียกว่าเรือเขียว ซึ่งเป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่ (มีจำนวน 10 กว่าลำ) รับส่งผู้โดยสารระหว่างผักไห่-ท่าเตียน กรุงเทพฯ และผักไห่-ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ทำให้การค้าขายบริเวณนี้ เจริญรุ่งเรือง (เมื่อมีการทำประตูทดน้ำในแม่น้ำเรือจึงไม่สามารถแล่นได้ ประกอบกับถนนหนทางเจริญขึ้นกิจการเดินเรือจึงเลิกไป)

ตระกูลขุนพิทักษ์ฯเป็นตระกูลใหญ่ ขุนพิทักษ์ฯมีบุตรทั้งหมด 6 คน มีหลานอีกหลายคนบุตรคนโตคือนางทองคำ มิลินทวนิช (นางทองคำมีบุตร 3 คน คือคุณใหญ่ คุณกลางหรือยายอุดมวรรณ และคุณจิ๋วหรือยายสมพร) บุตรคนที่ 2 คือนางบุญมี คนที่ 3 คือนายโกย 4 คือหลวงมิลินทวนิช 5 นางวงศ์ ซึ่งเป็นภรรยาของหลวงพร้อมธีระพันธ์ ผู้บังคับการเรือหลวงธนบุรีเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และคนที่ 6 นางยูรคุณยายสมพร มิลินทวนิช อายุ 78 ปี และคุณยายอุดมวรรณ มิลินทวนิชอายุ 80 ปี สองพี่ น้องซึ่งเป็นหลานสาว(หลานตา)ของขุนพิทักษ์ฯ แต่ใช้นามสกุลของตา (เป็นบุตรนายเติมกับนางทองคำโดยนางทองคำเป็นลูกสาวคนโตของขุนพิทักษ์) ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 563 ซอย
ลาดพร้าว 130 แขวงคลองจั่น  เขตบางกะปิ เล่าว่าขุนพิทักษ์ฯเกิดที่อำเภอ พระนครศรีอยุธยา ส่วนภรรยา (นางจ่าง)เป็นคนอำเภอผักไห่ สมัยตนเป็นเด็กบ้านของตนเป็นแพอยู่ริมน้ำหน้าบ้านขุนพิทักษ์ฯ ตนผูกพันกับบ้านหลังนี้มาตั้งแต่เด็ก วิ่งขึ้นลงคลุกคลีกับคนในบ้านมาตลอด หลังจากยกให้หลวงแล้วตนกลับมาดูบ้านหลังนี้ทุกปี เนื่องจากมีที่นาและญาติพี่น้องอยู่ที่อยุธยา แต่หลายปีหลังนี่
ไม่ได้มา

บ้านของขุนพิทักษ์บริหารเป็นบ้านโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 อายุเกินกว่า 100 ปี สถาปัตยกรรมเป็นบ้านไทยที่ได้รับอิทธิพลทางตะวันตก ซึ่งน่าสนใจมาก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อย (ด้านหลังติดกับถนนในหมู่บ้าน ) หมู่ที่ 2 ตำบลอมฤตอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (เดินทางจากตัวอำเภอผักไห่ไปทางทิศเหนือตามถนนลาดยาง เพียง 3 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าไปในบริเวณวัดอมฤต แล้วเลี้ยวซ้ายผ่านโรงสีเข้าไป)

บริเวณที่ตั้งมีเนื้อที่ทั้งหมด 1 ไร่ 72ตารางวา ด้านหลังบ้านที่ติดกับถนนปักป้ายประกาศว่าเป็นที่ดินราชพัสดุของ กรมธนารักษ์ ลักษณะบ้านเป็นบ้านทรงปั้นหยาสองชั้นยกพื้นสูง ปลูกสร้างด้วยไม้สัก (บางส่วนเป็นตึก) ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า”บ้านเขียว” (เพราะเดิมทาสีเขียวเนื่องจากขุนพิทักษ์เกิดวันพุธ) หลังคามุงกระเบื้องสีน้ำตาลเข้มสภาพภายใน ยังแข็งแรงแต่สภาพภายนอกทรุดโทรม ประตูหน้าต่างมีลวดลายแกะสลักอย่างประณีตบรรจง พื้นเป็นกระดานไม้สักแผ่นใหญ่ ชั้นล่างมีห้องโถงใหญ่1 ห้อง (มีตู้ไม้สัก 3 หลัง) ห้องเล็ก 2 ห้อง (ในห้องเล็กใกล้ระเบียงหลังบ้าน มีตู้เหล็กนิรภัย สูงถึง 1 เมตร ปิดล็อกไว้) และห้องใต้บันไดอีก 1 ห้อง ส่วนชั้นบนมีห้องโถง 1 ห้อง ห้องเล็ก 3 ห้อง และห้องซอยด้านหลังอีก 1 ห้อง ในห้องเล็กที่ใกล้กับทางลงมีห้องแยกออกไปอีก เป็นห้องที่ใช้ประตูเดียวกับห้องแรก ภายในห้องแยกมีห่วงเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลางเหล็ก 1 นิ้วตรึงอยู่กับพื้นมุมห้อง ใช้สำหรับล็อกโซ่ล่ามกำปั่นสมบัติ (ปัจจุบันยังสามารถหาดูห่วงเหล็กลักษณะนี้ได้ในเรือนเก่าหลังอื่น ๆ เช่นเรือนหลังกลางของนายแป้น สุดสนอง เลขที่ 23 หมู่ที่ 5 ตำบลผักไห่ อำเภอผักไห่) หน้าต่างและประตูใช้กลอนไม้แบบโบราณ ด้านหน้ามีสะพานไม้เชื่อมไปที่ศาลาใหญ่ริมแม่น้ำ และเรือนพักคนรับใช้หลังเล็ก (นายฟื้น ผู้ดูแลบ้านคนสุดท้ายมีอาชีพทำขนมจีนขาย ได้เสียชีวิตที่เรือนหลังเล็กนี้ หลังจากนายฟื้นเสียชีวิต นางวาสน์ซึ่งเป็นภรรยานายฟื้นและเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ได้ย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา และไม่มีใครพบอีกเลย ส่วนเรือนหลังใหญ่ไม่ปรากฏว่า เคยมีผู้เสียชีวิตในเรือน แม้แต่ขุนพิทักษ์ฯเมื่อชราภาพใกล้สิ้นอายุขัย ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯระยะหนึ่ง จึงเดินทางกลับบ้านทางเรือ และสิ้นชีวิตในเรือระหว่างเดินทาง)

หลังจากขุนพิทักษ์ฯสิ้นชีวิตแล้ว ลูกหลานย้ายไปอยู่ภูมิลำเนาอื่น ส่วนใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ แม่จ่างภรรยาท่านขุนจึงได้ยกบ้านให้หลวง เป็นที่ราชพัสดุกรมธนารักษ์ เมื่อ พ.ศ.2505 โดยกระทรวงมหาดไทย ได้มอบเข็มชั้นเครื่องหมายทองประดับเพชรให้กับนางจ่างด้วย นายเม่งชง แซ่โต๋วอายุ 82 ปี เจ้าของร้านชงโภชนา ตลาดผักไห่เล่าว่า สมัยที่ตนอายุ 10 ขวบ เคยพายเรือผ่านไปขายของ บ้านหลังนี้มีบริวารอาศัยอยู่มาก ในงานวันเกิดของแม่จ่าง ภรรยาขุนพิทักษ์ จะมีภรรยาของท่านจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เดินทางมาร่วมงานทุกปี ดร.ดนัย มิลินทวนิชซึ่งมีศักดิ์เป็นเหลนของขุนพิทักษ์ เล่าว่ามีบันทึกในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในการเสด็จประพาสต้น ลำน้ำคลองมะขามเฒ่าได้กล่าวถึงช่วงหนึ่งว่า พระองค์ทรงเสด็จประพาสมาตามลำแม่น้ำ
น้อยนี้ และได้ทรงประทับที่บ้านของนางจ่าง มิลินทวนิช ซึ่งก็คือภรรยาของขุนพิทักษ์ฯนายชัยกร นิยมไกร ชาวบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านขุนพิทักษ์ฯ กล่าวว่าบิดาของตนเคยเล่าให้ฟังว่าขุนพิทักษ์เป็นคนยิ่งใหญ่พอสมควร สมัยที่ขุนพิทักษ์ฯมีชีวิตอยู่ ได้จัดทอดกฐินและแข่งเรืออย่างใหญ่โตทุกปี ในวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 12 (วันงานไหว้วัดอมฤต)

ห่างจากบ้านขุนพิทักษ์ประมาณ 1 กิโลเมตรมี “บ้านตึก” ซึ่งเป็นบ้านโบราณอยู่ริมแม่น้ำน้อย
เช่นกัน อีก 1 หลัง ซึ่งเป็นบ้านของขุนวารีโยธารักษ์ นายอำเภอคนแรกของอำเภอผักไห่ (สมัยนั้นเรียกว่าอำเภอเสนาใหญ่) สมัยรัชกาลที่ 5 เคยใช้เป็นที่ว่าการอำเภอเสนาใหญ่ และออกว่าความตัดสินคดี มีการจองจำนักโทษที่เรือนด้านหลัง (รื้อถอนไปแล้ว) เรือนใหญ่ที่ชาวบ้านเรียกว่าบ้านตึกนี้ เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูง ในเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน18 ตารางวา หลังคาทรงปั้นหยา มีลวดลายแกะสลักสวยงาม ชั้นล่างมีการก่ออิฐล้อมเป็นผนังแบ่งเป็นช่อง ๆ คล้ายกำแพง ปัจจุบันบ้านตึกอยู่ในที่ดินโฉนดของนางย้อย วิภาตะศิลปิน บุตรของขุนวารีโยธารักษ์

ปัจจุบันบ้านขุนพิทักษ์บริหาร เป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป สื่อมวลชนหลายแขนงได้เผยแพร่ข่าว เช่นรายการที่นี่ประเทศไทย ทางโทรทัศน์ช่อง 5 แต่ที่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์และรายการมิติลี้ลับทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ออกข่าวว่าบ้านหลังนี้มีวิญญาณ มีภูติผีปีศาจ นั้น ผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับญาติพี่น้องขุนพิทักษ์ฯไม่เชื่อว่าบ้านหลังนี้ จะมีภูติผีปีศาจ เพราะไม่ปรากฏว่าเคยมีผู้เสียชีวิตในเรือนท่านขุน และท่านขุนเป็นคนใจดี ไม่มีศัตรู ทอดกฐินทุกปี ทำประโยชน์เอาไว้มาก
ขอบคุณข้อมูลประวัติบ้านจาก http://phakhai.ayutthaya.police.go.th/

 

- 2012-08-17 1:05:43 คนอ่าน 8,120 คน