“ชูวิทย์”เข้าเรือนจำ จำคุก 2 ปี คดีรื้อบาร์เบียร์ เสธ.ดัง! “หิมาลัย” โดนด้วย

“ชูวิทย์”เข้าเรือนจำ จำคุก 2 ปี คดีรื้อบาร์เบียร์ เสธ.ดัง! “หิมาลัย” โดนด้วย

ศาลฎีกาสั่งจำคุก”ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีรื้อบาร์เบียร์สุขุมวิทเมื่อ 13 ปีก่อน รวมทั้ง “เสธ.หิ”พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ ส่วน “เสธ.แอ๊ป”พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร อดีตนายทหารชื่อดังไม่มาศาล ถูกออกหมายจับ โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นจำคุก 5 ปี หัวหน้าพรรครักประเทศไทยเปิดใจก่อนฟังคำตัดสิน ขอทำตัวเป็นตัวอย่างนักการเมืองและคนทั่วไป ไม่หนียินดีรับโทษ

29-1-59-19

เมื่อ เวลา 09.00 น. วันที่ 28 ม.ค. ที่ห้องพิจารณา 601 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีรื้อบาร์เบียร์ ซอยสุขุมวิท 10 คดีที่พนักงานอัยการและกลุ่มผู้ค้า รวม 44 ราย ร่วมกันเป็นโจทก์ ฟ้อง จ.ส.อ.อภิชาต ริมมสาร, นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย อดีตผู้บริหารบริษัท สุขุมวิท ซิลเวอร์สตาร์, พ.ท. หิมาลัย ผิวพรรณ อดีตนายทหาร, พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร อดีตนายทหาร และพวกรวม 130 คน เป็นจำเลยที่ 1-130 ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์, บุกรุกในเวลากลางคืน และกักขังหน่วงเหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลปราศจากเสรีภาพ กรณีเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2546 กลุ่มชายฉกรรจ์หลายร้อยคน พร้อมด้วยรถแบ๊กโฮบุกพังร้านบาร์เบียร์ บริเวณสุขุมวิทสแควร์ ซอยสุขุมวิท 10 แขวงและเขตคลองเตย กทม. คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำคุกจำเลย 66 คน คนละ 5 ปี ขณะที่จำเลย 66 คนฎีกาสู้คดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชูวิทย์ จำเลยที่ 129 เดินทางมาถึงศาล เวลา 10.00 น. พร้อมกับนายเติมตระกูล กมลวิศิษฎ์ บุตรชาย และผู้ติดตาม ขณะที่จำเลยคนอื่นทยอยเดินทางมา รวมแล้ว 31 ราย เมื่อมาถึงนายชูวิทย์เดินไปไหว้พระพุทธรูปประจำศาล ด้านหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ จากนั้นกล่าวว่า วันนี้ตนพร้อมเป็นตัวอย่างให้นักการเมือง และประชาชนทั่วไปเห็นว่า ตนไม่หนี จะอยู่ตรงนี้และยอมรับคำพิพากษา แม้ว่าตนจะถอนคำให้การที่เคยปฏิเสธ มาเป็นการยอมรับสารภาพ ก็เป็นวิธีทางกฎหมายที่ตนได้สู้จนนาทีสุดท้าย

“ผม ไม่เคยคิดแม้วินาทีเดียวที่จะหลบหนีไปนั่งจิบไวน์บนเรือยอชต์ ถ้าวันนี้จะติดคุก ถูกสื่อมวลชนนำไปพาดหัวยังไงก็พร้อม” นายชูวิทย์กล่าว และว่า วันนี้ตนพร้อมรับคำพิพากษาโดยนำพระติดตัวมาด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดหรือไม่ว่าศาลอาจลงโทษสถานเบา นายชูวิทย์กล่าวว่า ปาฏิหาริย์อาจมีจริง แต่ก็ไม่ได้หวังขนาดนั้น เมื่อถามว่าหากศาลลงโทษจำคุกตามศาลอุทธรณ์ 5 ปี จะดำเนินการอย่างไรต่อไปและจะขออภัยโทษหรือไม่ นายชูวิทย์กล่าวว่า ตนก็จะขึ้นรถบัสไปใช้ชีวิตนักโทษในเรือนจำตามปกติ ตนเคยเป็นมาหมดแล้วทั้งเจ้าพ่อ หัวหน้าพรรค ตนเป็นได้ทุกอย่าง

ภายหลังให้สัมภาษณ์ ระหว่างเดินขึ้นศาล นายชูวิทย์ยกมือไหว้พร้อมกับกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “ผมไม่อยู่ แล้วจะคิดถึงผม”

จาก นั้นเวลา 10.45 น.ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษานานกว่า 2 ช.ม. สรุปว่า ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ภายหลังที่มีการซื้อขายที่ดินเมื่อปี 2545 ต่อมามีการปรับปรุงสถานที่ให้เป็นร้านค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบาร์เบียร์ กระทั่งวันเวลาเกิดเหตุมีชายฉกรรจ์กลุ่มจำเลยเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของร้าน บาร์เบียร์ ซึ่งเป็นผู้เสียหายว่าให้เก็บของ ขณะที่จำเลยบางคนพูดว่า “ให้ไว” โดยกลุ่มจำเลยที่เข้ามาพูดคุยมีป้ายแขวนคอเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษแบ่งกลุ่ม เอ, บี, ซี, ดี จากนั้นหลังเวลา 05.00 น. พบรถแบ๊กโฮ แท่งคอนกรีตกั้นปิดทางโดยรอบและตู้คอนเทนเนอร์ โดยเห็นพ.ท.หิมาลัย หรือเสธ.หิ จำเลยที่ 128 และพ.ต.ธัญเทพ หรือเสธ.แอ๊ป จำเลยที่ 130 อยู่ในที่เกิดเหตุ ถือวิทยุสื่อสารสั่งการ

ขณะที่การจับกุม ชายฉกรรจ์ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบสมุดจดปกสีน้ำเงิน แผนภูมิการรื้อถอน รายชื่อ รายละเอียดขั้นตอนการรื้อถอน และภาพถ่ายร้านค้า รวมทั้งวิทยุสื่อสาร ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานที่เป็นผู้จัดการบริษัทดูแลพื้นที่ว่า จำเลยให้ไปซื้อและเช่าวิทยุสื่อสารรวม 20 เครื่อง อีกทั้งโจทก์มีพยานทั้งเจ้าของร้านบาร์เบียร์ ผู้เสียหาย ผกก.สน.ลุมพินี และพนักงานสอบสวนในขณะนั้น มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว และการจับกุมกลุ่มชายฉกรรจ์ในที่เกิดเหตุ ซึ่งผู้เสียหายได้ชี้ภาพถ่ายผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนภายหลังจากเกิดเหตุไม่นาน จึงเชื่อว่าน่าจะจดจำใบหน้าจำเลยได้ แม้ว่าในชั้นพิจารณาจะไม่ได้ชี้ตัวจำเลย เพราะขณะนั้นอาจได้รับการเยียวยาและจำเลยบางคนเป็นเพียงผู้รับจ้าง ซึ่งพยานดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับพวกจำเลยมาก่อน จึงเชื่อว่าเบิกความตามที่ได้รู้เห็นและได้ปฏิบัติหน้าที่มา พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า ไม่ได้ให้การปรักปรำหรือกลั่นแกล้งจำเลย

ส่วนที่จำเลยฎีกา สู้คดีว่า พยานที่เป็นผู้เสียหายหลายปากให้การเกี่ยวกับลักษณะของจำเลยคลาดเคลื่อนและ ขัดแย้งกันนั้น เห็นว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นมานานแล้ว จึงเป็นไปได้ที่พยานอาจเบิกความคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้ เสียหายรับฟังไม่ได้ ประกอบกับที่เกิดเหตุได้เกิดเหตุตั้งแต่เช้ามืดย่อมมีแสงสว่างเพียงพอ และช่วงกลางคืนยังมีแสงจากสปอตไลต์ด้วย ทำให้พยานมองเห็นหน้าชายฉกรรจ์และจำเลยได้

พยานหลักฐานของ โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลย ที่นำสืบจึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีการวางแผนบุกรุกเข้าไปรื้อถอนร้านค้า ในที่เกิดเหตุ มีการนำท่อนคอนกรีตมาขวางทางเข้าออก มีการไปแจ้งความตำรวจขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยกล่าวอ้างว่าเป็นการเข้าไปรื้อถอนอาคารโดยชอบ มีการควบคุมพื้นที่ โดยวัตถุประสงค์คือขับไล่โจทก์ร่วมและผู้เสียหาย ให้ออกจากที่เกิดเหตุจนไม่สามารถกลับเข้าไปครองพื้นที่ได้อีก พฤติการณ์ดังกล่าวมีลักษณะคบคิดกันมาก่อน แบ่งหน้าที่กันทำตามแผนการที่วางไว้ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหา ริมทรัพย์โจทก์ร่วม โดยขู่เข็ญ ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย และกลางคืนใช้แบ๊กโฮทุบทำลายบาร์เบียร์ รวมทั้งทรัพย์สินของโจทก์ร่วม และผู้เสียหายจนได้รับความเสียหาย

ส่วนนายชูวิทย์ จำเลยที่ 129 เพิ่งยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา ถือว่าเป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพจึงไม่อาจทำ ได้ เพราะการขอแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และไม่อาจถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาด้วยการสละ ประเด็นบางข้อ เพราะพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว แต่คำร้องของจำเลยที่ 129 นายชูวิทย์ ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำเลย จำเลย 129 ร่วมกันกระทำผิดฐานบุกรุกและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โดยมีโจทก์ร่วมและผู้เสียหายเป็นจำนวนมากนับเป็นการกระทำผิดอย่างอุกอาจไม่ เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงต้องป้องปรามไม่ให้ผู้อื่นถือเป็นเยี่ยงอย่าง กรณีนี้ไม่สมควรรอการลงโทษ

แต่การที่นายชูวิทย์ จำเลยที่ 129 บรรเทาความเสียหายด้วยการชดใช้เงินให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหมด จนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายหลายรายไม่ติดใจเอาความด้วยการถอนคำร้องทุกข์นั้น นับว่ามีเหตุอันควรปรานี ทั้งจำเลยที่ 129 ยังนำที่ดินพิพาทมาสร้างเป็นสวนสาธารณะเพื่อให้ประชาชนใช้พักผ่อนบ่งบอกว่า จำเลยที่ 129 และพวกรู้สำนึกผิดที่ได้กระทำไป เห็นสมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม แต่เนื่องจากเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดีจึงมีผลไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้ฎีกาด้วย

ดังนั้นพิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี สำหรับจำเลยที่ 21, 68, 81, 96, 99 และ 122 ขณะก่อเหตุอายุไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน บวกโทษจำคุกจำเลยอื่นที่รอการลงโทษไว้ ในคดีอื่นเข้ากับโทษคดีนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ไม่มาฟังคำพิพากษาวันนี้ ซึ่งรวมถึงพ.ต.ธัญเทพ ศาลให้ออกหมายเพื่อมารับโทษภายในอายุความ

ภายหลังศาลอ่านคำ พิพากษา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวนายชูวิทย์พร้อมพวกรวม 31 คน ไปคุมขังที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ โดยนายชูวิทย์สวมชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกง สแล็กส์สีดำ ยังไม่เปลี่ยนเป็นชุดนักโทษ ขณะที่บุตรชายและคนใกล้ชิดยืนรอส่งนายชูวิทย์ ส่วนครอบครัวของผู้ต้องหารายอื่น รอรับทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่ส่งคืนด้วยอาการโศกเศร้าและร้องไห้

ด้าน นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กล่าวว่า เมื่อเวลา 17.00 น. เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รับตัวนายชูวิทย์ ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 5 ปี ลดเหลือ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา นอกจากนี้ยังได้รับตัวผู้ต้องหาในคดีเดียวกันด้วย ทั้งนี้เรือนจำทำตามขั้นตอนระเบียบเรือนจำปกติ ด้วยการนำตัวไปตรวจร่างกาย พิมพ์ลายนิ้วมือ และสอบประวัติ เพื่อทำประวัติผู้ต้องขัง จากนั้นนำผู้ต้องขังทั้งหมดไปควบคุมยังแดนแรกรับ เพื่อให้ผู้ต้องขังได้ปรับตัว และเนื่องจากผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวมีจำนวนมาก จึงแบ่งไปยังห้องขังเพื่อความเหมาะสม ก่อนรอเวลาจำแนกลักษณะผู้ต้องขังต่อไป จากการตรวจร่างกายพบว่า นายชูวิทย์มีโรคความดัน ส่วนพ.ท.หิมาลัยมีโรคความดันและโรคเกาต์ อย่างไรก็ตามในจำนวนผู้ต้องหากลุ่มนี้มีหนึ่งคนป่วยวัณโรคด้วย

ผู้ สื่อข่าวถามว่านายชูวิทย์มีท่าทีกังวลและเครียดหรือไม่ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯกล่าวว่า นายชูวิทย์มีอาการเครียดและกังวลเล็กน้อย เบื้องต้นนายชูวิทย์ยังไม่ร้องขออะไรเป็นพิเศษ ส่วนของการดูแลผู้ต้องขังกลุ่มนี้ เรือนจำจะดูแลเหมือนผู้ต้องขังคนอื่นตามปกติ ยังไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ ทั้งนี้เรือนจำมีกล้องวงจรปิดคอยสังเกตพฤติกรรมและดูความเรียบร้อยตลอด 24 ช.ม.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง >>

ฎีกาแก้โทษคดีรื้อบาร์เบียร์ ‘ชูวิทย์-พวก’ จำคุก5ปีเหลือ2ปี ไม่รอลงอาญา ฎีกาแก้โทษคดีรื้อบาร์เบียร์ ‘ชูวิทย์-พวก’ จำคุก5ปีเหลือ2ปี ไม่รอลงอาญา

ที่มา – khaosod

ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , คลิปข่าว
ข่าวเด่น ข่าววันนี้
- 29-01-2016 1:27:10 โพสต์โดย : benja คนดู อ่าน 318 คน คน
  • คำค้นยอดนิยม

  • ดูละครย้อนหลัง