"โอซามา บิน ลาเดน" บนเส้นทางแห่งการก่อการร้าย

โอซามา หรืออุซมะห์ บินลาเดน เกิดเมื่อปี 1957 ที่ซาอุดิอาระเบีย โดยเขาเป็นลูกคนที่ 17 จากจำนวนทั้งหมด 57 คน ของครอบครัวนักธุรกิจ ซึ่งมีกิจการในซาอุดิอาระเบีย พ่อของเขาเป็นนักธุรกิจใหญ่ที่ใกล้ชิดกับราชวงศ์ซาอุฯ ส่วนแม่ของเขาเป็นภรรยาคนที่สิบ ซึ่งภายหลังหย่ากับพ่อของเขาและไปแต่งงานใหม่ เมื่ออายุได้ 13 ปี บิน ลาเดน ได้รับมรดกมากมายจากบิดาที่เสียชีวิตหลังเครื่องบินที่ขับประสบอุบัติเหตุตก
 
บิน ลาเดน จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยคิง อับดุลลาซิส (King Abdulaziz University) ในเมืองเจดดาห์ ซาอุดีอาระเบีย เขาแสดงความสนใจในศาสนามาตั้งแต่วัยรุ่น โดยมีรายงานว่าเขาศึกษาคัมภีร์อัลกุรอาน และมักจะเข้าฟังการเทศนาที่นครเมกกะเป็นประจำทุกสัปดาห์ นอกจากนั้น เขายังเป็นนักอ่านวรรณกรรมอาหรับตัวยง และแนวคิดของสงครามศาสนา จิฮัด มาตั้งแต่สมัยเรียน
 
หลังจบการศึกษา เขาเข้าร่วมกับกองโจรมูจาฮีดีนของอัฟกานิสถาน เพื่อต่อต้านการรุกรานของโซเวียตในปี 1979 จากนั้นในปี 1984 บิน ลาเดนก็จัดตั้งเครือข่ายสนับสนุนอัฟกานิสถานโดยอาศัยทรัพย์สินส่วนตัวของเขา เอง ขยายเครือข่ายครอบคลุมโลกอาหรับทั้งหมด และโอนถ่ายเงิน อาวุธ ทรัพยากร เข้าไปยังอัฟกานิสถาน
 
บิน ลาเดน ออกจากเครือข่ายนี้ในปี 1988 โดยให้เหตุผลว่าเขาต้องการบทบาททางการทหารมากกว่าการสนับสนุนจากภาคพลเรือน เขาจึงตั้งเครือข่ายติดอาวุธ อัล เคด้า (Al Qaeda) ขึ้นมาในปีเดียวกัน เขาเปลี่ยนนโยบายมาเป็นต่อต้านสหรัฐฯหลังซาอุดีเปิดประเทศให้กองทัพสหรัฐฯเข้า มาในปี 1990 เขาถูกขับไล่ให้ไปอยู่ในซูดานเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะกลับมายังอัฟกานิสถาน
 
สำหรับการสู้รบกับสหรัฐฯนั้นเชื่อว่าน่าจะเริ่มขึ้นหลังกองกำลังสหรัฐฯเข้าไปประจำการในซาอุดีอาระเบียในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อปี 1990 หลังจากอิรักรุกรานคูเวต ซึ่งบิน ลาเดน มองว่าเป็นการแบ่งแยกดินแดนอิสลาม และเรียกร้องให้ทำสงครามศาสนากับสหรัฐ ซึ่งต่อมาบิน ลาเดน ถูกตัดออกจากครอบครัว และถูกเพิกถอนสัญชาติซาอุดีอาระเบียเมื่อปี 1994
 

image

เหตุถล่มสถานทูตสหรัฐฯในเคนยา ปี 1998

บิน ลาเดน ย้ายไปอยู่ที่ซูดาน เมื่อปี 1991 ก่อนจะถูกขับออกนอกประเทศในอีก 5 ปีต่อมา และเขาได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในอัฟกานิสถานก่อนที่กลุ่มตอลิบานจะเข้ายึดการปกครอง ซึ่งบิน ลาเดน ได้เป็นบุคคลวงในของกลุ่มตอลิบานในเวลาต่อมา
 
สหรัฐฯกล่าวหาบิน ลาเดน และเครือข่ายอัลกออิดะห์ว่าก่อเหตุโจมตีหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ระเบิดอาคารเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ ในนครนิวยอร์กเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1994 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 6 คนแต่มีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 1,000 คน นอกจากนี้ยังนายบิน ลาเดน ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการสำคัญในการสังหารทหารสหรัฐ 24 คน ในซาอุดิอาระเบียเมื่อปี 1995-1996  และยังอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดโจมตีสถานทูตสหรัฐฯในเคนยา และแทนซาเนียเมื่อปี 1998 มีผู้เสียชีวิต 231 คน และบาดเจ็บ 4,000 คน โดยเป็นชาวอเมริกัน 12 ราย
 
หลังเหตุการณ์สถานทูตถูกโจมตี สหรัฐฯได้ใช้ขีปนาวุธโทมาฮอว์กกว่า 70 ลูก ถล่มโจมตีสถานที่ต้องสงสัยว่าเป็นค่ายฝึกซาวาร์ คิลิ อัล-บาดีร์ ของบิน ลาเดน หลายแห่งทั้งในอัฟกานิสถาน และซูดาน
 

image 

ทางการสหรัฐฯยังระบุด้วยว่าเครือข่ายก่อการร้ายของบิน ลาเดน เป็นผู้ก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีเรือรบยูเอสเอส โคล ของสหรัฐที่นอกชายฝั่งเยเมนเมื่อเดือนตุลาคม 2000 ทำให้ทหารเรือสหรัฐเสียชีวิตไป 17 คน  และเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดคือการจี้เครื่องบินโดยสารของสหรัฐฯพุ่งชนอาคารเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ และกระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3,000 คน หลังจากนั้นเป็นต้นมา สหรัฐฯได้ปฏิบัติการไล่ล่าบิน ลาเดน อย่างหนัก โดยเชื่อว่าเขากบดานอยู่ในบริเวณชายแดนปากีสถานและอัฟกานิสถาน พร้อมตั้งทั้งค่าหัวเอาไว้สูงถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับการแจ้งเบาะแสในการนำจับ
 
หลังจากสหรัฐอเมริกาบุกเข้าไปยังอัฟกานิสถานในปี 2001 โค่นล้มรัฐบาลตาลีบัน ซึ่งเป็นมิตรใกล้ชิดกับอัลไคด้า กลุ่มอัลไคด้าก็ถูกจับกุมและสังหารเป็นจำนวนมาก ที่เหลืออยู่ก็แยกย้ายกันหลบหนี และเปลี่ยนวิธีปฏิบัติการเป็นกลุ่มย่อย ฐานปฏิบัติการของอัลไคด้าถูกทำลายเกือบหมด อย่างไรก็ตาม อัลไคด้า ยังมีเครือข่ายที่ปฏิบัติงานอยู่ในอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะโซมาเลียและเยเมนในรอบปีหลังๆ
 
ถึงกระนั้น ความสามารถในการคุกคามชาติตะวันตกของเขาก็ถือเป็นที่ประจักษ์ และถือเป็นแรงบันดาลใจให้ให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายรุ่นใหม่ก่อเหตุรุนแรงภายใต้ชื่อของเขา เจ้าหน้าที่ระดับสูงส่วนใหญ่ของกลุ่มอัลกออิดะห์ถูกสังหาร หรือไม่ก็ถูกจับกุมตัว ภายหลังจากเหตุการณ์วันที่ 11 ก.ย. 2001 ขณะที่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงทั้งจากยุโรปและเอเชียเริ่มเห็นผลจากการคุกคามของกลุ่มหัวรุนแรงที่ได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการกระทำของนายบิน ลาเดน
 

image 

ในเดือนพฤศจิกายน 2002 นายบิน ลาเดน ได้ข่มขู่อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี แคนาดา เยอรมนี และออสเตรเลีย หลังชาติเหล่านี้ได้ให้การสนับสนุนแก่สหรัฐฯ โดยกล่าวว่า “ถึงเวลาที่เราจะเสมอกัน พวกคุณจะต้องตายเท่าๆกับจำนวนคนที่พวกคุณสังหาร และถูกถล่ม เท่าๆกับที่พวกคุณถล่มเรา” และเรียกร้องให้ชาวมุสลิมลุกขึ้นต่อต้านผู้นำซาอุดิอาระเบียและคูเวต ในฐานะหุ่นเชิดของสหรัฐฯ
 
ขณะที่ในปี 2004 เขาได้เริ่มกลยุทธิ์ใหม่ โดยการเสนอ”สัญญาสงบศึก”แก่ประเทศในยุโรปที่ไม่โจมตีชาวมุสลิม และกล่าวในภายหลังว่าสหรัฐฯสามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์วันที่ 11 ก.ย. ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง หากว่าสหรัฐฯหยุดการคุกคามความมั่นคงของชาวมุสลิมทั่วโลก
 
แม้ว่ากลุ่มอัลกออิดะห์จะไม่ได้เป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านการเงินและการขนส่งยุทโธปกรณ์ให้แก่กลุ่มมุสลิมแอฟริกาเหนือ ผู้ก่อเหตุระเบิดรถไฟที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อปี 2004 ซึ่งทำให้ประชาชนเสียชีวิต 191 คน ก็ตาม แต่ก็ถือว่าการก่อการร้ายของกลุ่มหลายต่อหลายครั้งสร้างแรงบันดาลใจให้แก่กลุ่มจีฮัด
 
ในทำนองเดียวกัน ก็ไม่มีการเชื่อมโยงการกระทำของกลุ่มอัลกออิดะห์กับเหตุมือระเบิดพลีชีพ 4 รายที่ทำการระเบิดรถไฟใต้ดิน และรถบัสโดยสารในกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2005 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 56 ราย ซึ่งผู้สันทัดกรณีบางรายเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่มีวันเกิดขึ้น หากว่านายบิน ลาเดนไม่ปลุกเร้าอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นของกลุ่มหัวรุนแรงหนุ่มสาวที่กระจายอยู่ทั่วโลก
 
ในช่วงที่เขาอาศัยอยู่ในอัฟกานิสถาน เขาจะตื่นตั้งแต่ช่วงรุ่งสางเพื่อสวดมนต์ และรับประทานอาหารเช้าอย่างง่ายๆที่ประกอบด้วยชีสและขนมปัง เขามักจะติดตามสถานการณ์ของโลกอย่างใกล้ชิด และแทบทุกวัน เขาและสมาชิกกลุ่มซึ่งประกอบด้วยชาวอียิปต์ เยเมน ซาอุดิอาระเบีย และชาติอื่นๆ จะร่วมซ้อมรบและโจมตี อาทิการปาระเบิดเข้าใส่เป้าหมาย และการยิงโต้ตอบกับศัตรูที่พวกเขาจินตนาการขึ้นมา
 
นอกจากนั้น เขายังมักออกไปขี่ม้าที่เป็นงานอดิเรกของเขาอยู่เสมอ ซึ่งรวมถึงการนวด นอกจากนั้นเขายังมักสั่งน้ำผึ้ง ซึงเป็นสิ่งที่เขาโปรดปราน และสมุนไพรประเภทต่างๆเพื่อรักษาอาการป่วยไข้ต่างๆ นายบิน ลาเดน มีภรรยาทั้งสิ้น 4 คน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดที่ศาสนาอิสลามได้บัญญัติไว้ โดยคาดว่าบุตรของเขาน่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 23 คน

 

เรียบเรียงโดย Tlcthai

- 2011-05-3 9:16:27 คนอ่าน 145 คน