เพื่อนถึงเพื่อน “ท็อป-ดุ๊ก” เล่าถึง “โอ วรุฒ” จากไปแต่ให้บทเรียน เวลาไม่เคยคอยใคร

เพื่อนถึงเพื่อน “ท็อป-ดุ๊ก” เล่าถึง “โอ วรุฒ” จากไปแต่ให้บทเรียน เวลาไม่เคยคอยใคร

ท็อปดุ๊ก เล่าถึง โอ วรุฒ

การจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ของนักแสดงหนุ่มรุ่นใหญ่ โอ-วรุฒ วรธรรม ด้วยวัยเพียง 48 ปี ที่ได้สร้างความโศกเศร้าให้กับแฟนๆ ทั่วทั้งประเทศ รวมถึงเพื่อนพ้องคนสนิทในวงการบันเทิงเป็นอย่างมาก

รวมถึงสองนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง ท็อป ดารณีนุช และ ดุ๊ก ภาณุเดช ที่ล่าสุดทั้งคู่ได้ออกมาเล่าถึงเรื่องราวชีวิต ความประทับใจ และวีรกรรมในอดีตของเพื่อนสนิทคนนี้ ในงาน ใครรักป่ายกมือขึ้น จัดกิจกรรมแจ้งผลการระดมทุน และเปลี่ยนแปลงวิธีการสนับสนุนผู้พิทักษ์ป่า

โดยทั้งคู่เผยว่า ตลอดระยะเวลาที่รู้จักกับ โอ วรุฒ ไม่เคยมีวันไหนเลยที่จะไม่รู้สึกมีความสุข เนื่องจากเจ้าตัวเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี และมักจะมีเสียงหัวเราะมอบให้กับทุกอยู่เสมอ

พร้อมเปรียบชีวิตของนักแสดงหนุ่มเป็นเหมือน เทพบุตรผิดศีล ที่มีทั้งด้านมืดและด้านสว่างในคนเดียวกัน และถึงแม้วันนี้ โอ วรุฒ จะจากพวกเราไปแล้ว แต่การจากไปนั้นก็ได้มอบบทเรียนครั้งใหญ่ให้กับทุกๆ คน

ท็อป “พี่โอเขาเป็นพระเอกในยุคเราเนอะ ในยุคที่เราเป็นทั้งคนดูด้วย ต้องบอกว่าคุณดุ๊กเองก็มีความผูกพันที่เป็นครอบครัวกับพี่โอเหมือนกัน”

ดุ๊ก – “โอเหมือนน้องคนหนึ่งของผม โดยที่คุณพ่อคุณแม่ของเราทำงานด้วยกันที่การบินไทย เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าตัวเราเองจะไม่ได้มีโอกาสได้เจอกับโอบ่อย หรือทำงานกับโอมากนัก แต่เวลาเจอกันเราก็เหมือนพี่เหมือนน้อง ก็รู้สึกเหมือนเสียน้องคนหนึ่งไป เพราะโอเป็นน้องที่น่ารัก ทุกคนก็รักโอมาก ทุกคนได้รับความสุขจากโอ ได้เสียงหัวเราะจากโอ ไม่ว่าใครก็ตามก็จะรู้สึกได้ว่าโอเป็นคนมีเสน่ห์ น่ารัก”

ดุ๊ก – “ที่สำคัญผมอยากขอบคุณนีโน่แทนโอ เพราะนีโน่ก็เป็นเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง เพราะครอบครัวเราก็เป็นครอบครัวที่ทำงานการบินไทยด้วยกันมา แต่นีโน่เขาสนิทกับโอมาก เขาดูแลโอจนถึงที่สุดและก็จะดูแลต่อไป นับถือน้ำใจนีโน่มากครับ เป็นกัณลยาณมิตรที่ดี อยากบอกว่าถ้านีโน่ทำอะไรที่คิดว่าช่วยเหลือโอได้ก็ให้บอกเรา เรายินดีที่จะช่วย”

ความประทับใจในตัว โอ วรุฒ ที่เราสองคนเคยสัมผัสได้ ?

ท็อป – “ต้องบอกว่าพี่โอเขามีความเป็นเด็กสูงมาก เราสามารถชาร์ตพลังเด็กจากพี่โอได้ ถึงเขาจะแก่หรืออะไรก็ตาม คืออันแรกนะ เราไม่เคยเห็นใครใจใสเหมือนพี่โอ เพราะเขาไม่เคยนินทาใครจริงๆ เขามีความเป็นเด็กสูงมาก เวลาพี่โอมาสายก็จะไม่มีใครโกรธ เพราะพอเขามาถึงเขาก็ทำให้เราอารมณ์ดี เขาเป็นคนที่ไม่คิดอะไร เขาทำตามหัวใจเขา เขาเป็นคนที่ปล่อยตัวเต็มที่ และทำให้ทุกคนไว้ใจ”

ท็อป – “แม้ว่าพี่โอจะเจอชะตากรรมที่ตกต่ำที่สุด เขาก็ไม่เคยเดินออกมาให้ใครเห็นเลย เขาก็อยู่กับตัวเอง กินเหล้าทำร้ายตัวเอง พอวันหนึ่งเขาจะลุกขึ้นมาทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นบทเรียนที่ดีให้หลายคน ถึงแม้ว่าจะสายเกินไป แต่สิ่งที่พี่โอทำทั้งหมด ทุกคนก็ให้อภัย ตั้งแต่เขาเสียชีวิตมา เราต้องดูคลิป รายการต่างๆ จนรู้เรื่องเขาหมดแล้ว เพราะคิดถึงเขา ก่อนหน้านี้ก็เคยทำรายการด้วยกัน พี่โอเขามืออาชีพมาก ให้เกียรติคนทำงานด้วยกัน ไม่เคยขโมยซีน แต่ถ้าเขามาสาย แล้วเรารอเขา 3 ชั่วโมง เขาก็ทำให้ตลก จนลืมไปเลยว่ารอำโออยู่ มาถึงก็จะเล่นกับทีมงาน ไม่มีความเป็นซุปเปอร์สตาร์เลยจริงๆ”

เวลาเขามาสายบ่อยๆ เราเคยนึกโกรธเขาบ้างไหม ?

ท็อป – “เคย บางทีเราจะไปทำงานต่อ แต่พี่โอมาสาย ก็ต้องยอมเสียงาน ซึ่งเขาไม่เคยมาบังคับให้เราเข้าใจธรรมชาติของเขานะ แต่ไม่รู้เพราะอะไรที่ตัวเรากลับเปิดใจและเข้าใจในความเป็นธรรมชาติของเขาเอง คืออย่างบางคนมาสายแล้วมาโกรธเราหรือโยนความผิดให้คนอื่นก็มี แต่ว่าพี่โอไม่เคยทำแบบนั้น พี่โอจะขอโทษแล้วทำให้ทุกคนรู้สึกดีขึ้นด้วยอารมณ์ขันของเขา เขาเป็นคนที่แบบเหมือนสิ่งที่ทำไป เขาไม่รู้เรื่องหรอก เขาเมา เขาแฮงค์อยู่”

เราคิดว่าเพราะอะไรทำไมทุกคนถึงยังรักเขา ทั้งๆ ที่ในอดีตเขาเองก็ทำผิดพลาดบ่อย ?

ท็อป – “มันเป็นเสน่ห์บางอย่างในตัวของเขาจริงๆ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีเหตุผลไม่เหมือนกัน มันเป็นไปตามสิ่งที่เราได้สัมผัสพี่โอด้วยตัวเอง คือพี่แอบคิดนะว่าเขาไม่ได้เป็นเทพบุตรแค่ใบหน้าเขาอย่างเดียว แต่หัวใจเขาก็เป็นเทพบุตรด้วยเหมือนกัน เพียงแต่เขาเป็นเทพบุตรผิดศีลไง (หัวเราะ) รักษาศีลไม่ครบ เหมือนเทวดาที่ตกลงมาจากสวรรค์ คือเป็นคนดีแต่ก็ยังเกเร”

ดุ๊ก – “เขามีความเป็นมนุษย์มากจริงๆ ซึ่งโอเคเขาอาจจะมีมุมดาร์กไซด์แบบที่เราเห็น นั่นก็คือการดื่มเหล้า มาสาย แต่ในมุมสว่างของเขา เขาก็สว่างแบบสุดๆ เหมือนกัน ซึ่งมุมนี้แหละที่มันช่วยกลบมุมดาร์กไซด์ของเขาออกไป และทำให้ทุกคนหลงรักเขา แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยังเป็นบทเรียนให้กับเขาด้วยเหมือนกัน เพราะวันหนึ่งที่เขารู้สึกตัวและอยากจะกลับตัว เวลามันก็ไม่พอซะแล้ว เหมือนโอเขาได้ให้บทเรียนกับทุกคนจริงๆ นะครับว่า เวลามันไม่ใคร”

 

ณ วันนั้นที่เขาติดทั้งเหล้า แถมยังมาสายจนขึ้นชื่อ เราทั้งสองคนได้มีโอกาสพูดคุยกับเขาบ้างไหม ?

ท็อป – “คุยค่ะ ก็คุยกันก่อนที่เขาจะเบี้ยวละครตั๊ก เพราะเขาจะบอกเราอยู่ตลอดว่า พี่ท็อปตอนนี้ผมไม่มีงานเลย ซึ่งช่วงนั้นตัวพี่เองก็เล่นละคนกับพี่กอบสุขอยู่ เลยเข้าไปคุยกับพี่กอบสุขให้ ซึ่งพี่กอบสุขเขาเองก็โอเค และก็เรียกพี่โอมาร่วมงาน แต่ปรากฏว่าพี่โอก็ไปเบี้ยวคิวเขาอีก (หัวเราะ) พี่ก็เลยไม่กล้าแนะนำให้ใครอีก และก็ไม่กล้าไปต่อว่าเขาด้วย เพราะเดี๋ยวมันจะกลายเป็นว่าเราไปซ้ำเติมเขา”

ดุ๊ก – “สำหรับผมนะ ผมคิดว่ามันไม่เป็นอะไรหรอก เพราะเรื่องนี้มันก็จบไปแล้ว จบไปพร้อมกับชีวิตของโอนั่นแหละ แต่เราย้อนกลับมามองที่การจากไปของเขาที่ได้ให้คุณค่ากับเราดีกว่า เพราะเขาได้สอนเราแล้วว่าบทเรียนต่างๆ ในด้านลบที่เขาได้ทำเอาไว้ ถ้าหากเราทำอยู่เราก็ควรที่จะหยุดและก็เลิกทำมันซะ”

ด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่ของพี่โอ ท่านด้วยอายุเยอะแล้ว เราเป็นห่วงอะไรท่านบ้าง ?

ดุ๊ก – “จริงๆ คุณพ่อคุณแม่ของผมก็ได้มีโอกาสโทรไปคุยอยู่บ้างนะครับ เพราะท่านเป็นเพื่อนกัน และตัวผมเองพอได้ฟังก็ได้ก็รู้สึกเป็นห่วง เพราะโอก็เป็นกำลังสำคัญของครอบครัวนี้”

ท็อป – “แล้วแบบนี้ใครจะดูแลพ่อแม่เขาล่ะ”

ดุ๊ก – “ก็น่าจะเป็นพี่นีโน่ที่จะเป็นคนช่วยดูแลต่อไป และพี่นีโน่ก็คงจะทำอะไรเพื่อช่วยเหลือท่าน หรือพวกเราเองก็คงจะมีโอกาสร่วมกันในอนาคต แต่ตรงนี้เดี๋ยวเราค่อยว่ากันอีกที ซึ่งสำหรับผมนะ ผมเชื่อว่าพี่นีโน่ก็คงจะดูแลพ่อแม่และทำหน้าที่พี่ชายที่ดีต่อไป แม้วันนี้โอจะไม่อยู่แล้วก็ตาม และแม้ตัวเราอาจจะไม่ได้ใกล้ชิดโอเท่ากับพี่นีโน่ แต่ถ้าพี่นีโน่มีอะไรให้เราช่วย เราก็พร้อมจะช่วยอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าทุกคนก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเช่นกัน”

ท็อป – “อย่างที่พี่ดุ๊กบอกว่า ชีวิตของพี่โอจะเป็นบทเรียนให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท”

มีอะไรอยากจะฝากถึงแฟนๆ ที่ติดตามข่าวไหม ?

ดุ๊ก – “อย่างน้อยการจากไปของโอก็มีคุณค่า เพราะโอได้สอนบทเรียนให้กับเรา ให้เราได้แก้ไขข้อบกพร่องอะไรในชีวิตให้มันทันท่วงที ถึงแม้โอจะรู้แล้วและพยายามแก้ไขแล้ว แต่เวลามันไม่รอพี่โอ เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน อย่ารอช้า ทำตั้งแต่วันนี้ครับ”

ที่มา : sanook

ข่าวดาราบันเทิงข่าวดาราวันนี้ข่าวดาราล่าสุดข่าวดารา

ข่าวดาราบันเทิง
- 14-09-2018 10:05:52 โพสต์โดย : mootono คนดู อ่าน 373 คน คน