“มัม ลาโคนิค” เผยปมชีวิตถูกพ่อตีสะบักสะบอม รับไม่ได้ลูกชายกลายเป็นสาว

“มัม ลาโคนิค” เผยปมชีวิตถูกพ่อตีสะบักสะบอม รับไม่ได้ลูกชายกลายเป็นสาว

มัม ลาโคนิค

คุ้นหน้า คุ้นตากันเป็นอย่างดี สำหรับ มัม ลาโคนิค ที่โลดแล่นอยู่ในวงการมาพักใหญ่ แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่แฟนๆ ยังไม่ทราบเกี่ยวกับตัวเขา ทั้งเคยทะเลาะกับพ่อบังเกิดเกล้าขั้นรุนแรง เพราะรับไม่ได้ที่ลูกเป็นกะเทย แถมยังเคยฆ่าตัวตายด้วยการกรีดข้อมือตัวเอง ซดแชมพูประชดรักหลังโดนผู้ชายทิ้ง ล่าสุด เจ้าตัวมาเปิดใจผ่านทางรายการคุยแซ่บ Show ทางช่อง ONE31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์และหนิง ปณิตา เป็นพิธีกร

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว สุขภาพตอนนั้นเป็นยังไงบ้าง?

มัม : “พี่เป็นน้ำท่วมปอด นิ่วในถุงน้ำดี ไตเริ่มเสื่อม ก้านหัวใจอักเสบ ตายซะดีกว่า(หัวเราะ)”

เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงเป็นขนาดนั้น?

มัม : “มันเกิดจากการสะสมของการพักผ่อนไม่พอ สะสมจากการใช้ชีวิตแบบหนักมานานมาก เขานอนกัน เราไม่นอน เขากินกันเราไม่กินอะไรแบบนี้ โดยเฉพาะเรื่องแอลกอฮอล์และเรื่องบุหรี่อันนั้นสนั่นมาก การทานก็ไม่มีการควบคุมอาหาร ทานมั่วมาก แต่ว่าตอนนี้หายแล้วนะ ที่หายเพราะว่าถูกทักโดยหมอดูท่านหนึ่ง ถ้าพี่มัมยังใช้ชีวิตสะเปะสะปะแบบนี้ ขอเวลาอีก 4 ปีเท่านั้น คุณตายแน่ ถ้าไม่มีการปฏิวัติชีวิตตัวเองซะใหม่ ไม่ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ไม่พักผ่อนซะใหม่ 4 ปีตายแน่ๆ”

หลังจากนั้น เริ่มต้นชีวิตใหม่ ยังไงบ้าง?

มัม : “หลังจากนั้นก็ปฏิวัติชีวิตตัวเองใหม่ โดยเริ่มจากการนอนให้เป็นเวลา ทานอาหารให้เป็นเวลา และสุดท้ายคือไม่เคยออกกำลังกายเลยในชีวิตนี้ เลยไปซื้อสมาชิกฟิตเนส จ้างเทรนเนอร์ส่วนตัว ตอนนี้เริ่มต้นมาได้ 8 เดือนแล้ว น้ำหนักก็หายไปเลย 8 กิโลกรัม”

ถามถึงเรื่องปมชีวิตในอดีต ผิดใจกับพ่อหน่อย เป็นยังไง?

มัม : “ด้วยความที่เราเป็นสาวประเภทสอง แล้วคุณพ่อเป็นทหาร เด็กๆ จะเดินบิดซ้ายบิดขวาไม่ได้โดนคุณพ่อเตะเลย เรียกว่าเกลียดเลยก็ว่าได้ ใช้คำว่าเกลียดเลยแหละ เพราะว่าพ่อไม่เคยรักเลยลูกที่เป็นกะเทยอ่ะ พ่อไม่ใส่ใจเลย พ่อบอกว่าจะต้องเป็นผู้ชาย จะเดินตูดบิดไม่ได้ โดนตีสะบักสะบอม”

เรารู้ตัวเองตอนไหน แล้วพ่อรู้ความจริงตั้งแต่เมื่อไหร่?

มัม : “เรารู้ตัวเองตั้งแต่จำความได้เลย จำความได้ว่าฉันเป็นกะเทย คือเด็กๆ เราจะเดินตูดบิดมาก พ่อเห็นพ่อก็ตี เราก็ร้องไห้ จับเหวี่ยงกลางปูนร้อนๆ หน้าบ้าน พ่อจะแอนตี้มาก”

ความรู้สึกของเราตอนนั้น เป็นยังไงบ้าง?

มัม : “เกลียด ไม่รักพ่อเลย แบบพ่อไม่เห็นใจเราเลยอะไรแบบนี้ พ่อพาไปหาหมอจะให้หาย หมอก็บอกไม่มีทางรักษา เป็นกะเทยรักษาไม่ได้ พ่อไม่เข้าใจเถียงฉอดๆ ตอนนั้นความรู้สึกเราสับสนมาก แบบจะไปทางไหนดี มันตันมาก”

เคยมีจังหวะได้เปิดใจกับคุณพ่อเรื่องนี้บ้างไหม?

มัม : “ไม่เคยเปิดใจ แต่เมื่อโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีการมีงานทำ เป็นมัม ลาโคนิค นั่นแหละคือการที่จะพิสูจน์ให้พ่อเขาเห็นว่า สิ่งที่พ่อแอนตี้มาตั้งแต่เด็กๆ สิ่งที่เขาไม่ชอบให้เราเป็นอย่างนี้ แต่เราใช้ความเป็นแบบนี้ของเรา มาเป็นมัม ลาโคนิค เป็นนักร้อง เป็นศิลปิน เป็นคนของประชาชนได้ แล้วพ่อถึงยอมรับ”

สิ่งเหล่านี้ ทำให้ฝังใจจนใช้ชีวิตผิดไปช่วงนึง จริงไหม?

มัม : “ใช่ มันก็มีส่วนทำให้เป๋ ตอนสมัยมัธยมเราจะติดเพื่อนมาก แล้วก็หนีออกจากบ้านไปกับเพื่อนกะเทยกลุ่มใหญ่ เพราะมีความรู้สึกว่าเวลาอยู่กับเพื่อนกะเทยด้วยกันแล้วแฮปปี้มีความสุข เหมือนกับครอบครัว ก็หนีไปเช่าบ้านอยู่กันเอง แล้วเราก็โตเองหาเงินเลี้ยงตัวเอง เรียนหนังสือก็หาเงินจากการร้องเพลงไปด้วย เก็บเงินจ่ายค่าหน่วยกิตเรียนวิทยาลัยครู เพราะตอนนั้นหน่วยกิตถูกมาก เราก็เรียนจนจบ แต่ว่ามันก็มีช่วงหนึ่งที่โดดเดี่ยว แล้วเราก็ไปเจอเพื่อนกลุ่มหนึ่ง เราไม่ได้โทษเขานะ ใจเราก็ชอบอยู่แล้วด้วย ก็ชวนไปเล่นไพ่ในบ่อนเลย แล้วก็เล่นจนเสียผู้เสียคน เสียรถ เสียทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วเราก็โกหกแม่ได้ไม่นาน หลังจากนั้นก็รู้ความจริง แม่เสียใจมาก แล้วก็ทะเลาะกัน แม่ก็ด่าเราว่า ไม่เคยดีเลยตั้งแต่เด็ก โตจนป่านนี้แล้วก็ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เคยเป็นคนดีเลย เลวมาก นิสัยแย่ทำให้แม่เสียใจ แล้วเราก็เถียงแม่ ปิดประตูใส่ ตอนนั้นเเม่เสียใจมาก เอาหัวโขกประตูให้เราเปิดประตูให้ได้ ตอนนั้นเราบาปมากจริงๆ”

แล้วมาหยุดเล่นการพนัน ตอนไหน?

มัม : “ชาติที่แล้วมัมเชื่อว่า เราคงทำความดีไว้บ้างนิดๆ หน่อยๆ นะ มันเลยทำให้วันหนึ่ง มัมนอนแล้วตื่นขึ้นมาปุ๊บ แล้วอยู่ดีๆ มันก็คิดได้เอง ทั้งที่ติดพนันมากๆ เลยนะ วันไหนไม่ได้ไปเล่นเหมือนใจจะขาด แต่วันดีคืนดีหลังจากประสบการณ์ต่างๆ ที่ทำให้แม่เสียใจ มันก็คิดได้ นี่เราเล่นทำไม? เล่นเพื่ออะไร? เล่นแล้วได้อะไร? ตัดหักดิบเดี๋ยวนั้นเลย ไม่คบกับเพื่อนที่เล่นการพนันอีกเลย แล้วก็ไม่ไปบ่อนการพนันอีกเลย อยู่ดีๆ ก็เลิกตัดขาดหมดเลย ซึ่งโชคดีมากที่เราทำได้”

วินาทีที่คุณพ่อยอมรับในตัวเรา รู้สึกยังไงบ้าง?

มัม : “ยกตัวอย่างเช่น วันดีคืนดีหลังจากที่เราเป็นมัม ลาโคนิคแล้ว พ่อก็โทรมา ซึ่งตอนนั้นได้แยกห่างจากแม่และเราคือเหมือนกับแยกอีกครอบครัวหนึ่งไปเลย เขาโทรมาแล้วสิ่งที่เขาภูมิใจและปลื้มใจก็คือ เวลาเราไปร้องเพลงตามงาน เราเจอเพื่อนพ่อ เขาก็จะเข้ามาทัก แล้วเขาก็เอาไปคุยกับพ่อว่าเขาเจอเรา แล้วก็ชมเราว่าเราโด่งดังมาก ร้องเพลงเก่ง ใครๆก็ชอบอะไรแบบนี้ พอไปเข้าหูพ่อ พ่อก็ร้องไห้ แล้วก็บอกว่าคิดถึงลูก ตอนนี้พอเราโตแล้ว อะไรที่ตอนเด็กๆเราเคยเกลียดเค้า เราก็ลืมไปหมด ยังไงเขาก็ยังเห็นเราเป็นลูก พ่อก็รักเราเหมือนกันนะ คำว่าคิดถึงของพ่อมันมีค่าสำหรับเรามาก เพราะเราไม่เคยได้ยินคำนี้เลย”

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ความสัมพันธ์กับพ่อเป็นยังไงบ้าง?

มัม : “ดีมาก พ่อโทรมาถามสารทุกข์สุขดิบตลอด วันเกิดเขาก็โทรมา Happy Birthday คือเขายังจำได้ เราก็ได้แต่ขอบคุณ แล้วก็บอกพ่อแก่แล้วนะ ไม่ต้องทำอะไรมาก ไม่ต้องไปดิ้นรนทำไอ้โน่นไอ้นี่ เดี๋ยวมันเป็นหนี้เป็นสินเขา อายุมากแล้วอะไรแบบนี้ ทุกวันนี้เราก็ส่งเสียเลี้ยงดูเขาเท่าที่จะทำได้ คนเราการกตัญญูกับพ่อแม่คือสิ่งสำคัญที่สุด”

อยากให้ช่วยเตือนคนที่ดูอยู่ทางบ้าน ให้เป็นประสบการณ์หน่อย?

มัม : “สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ คนเรามันผิดพลาดกันได้ ที่นี้มันขึ้นอยู่กับชีวิตของแต่ละคนว่า เมื่อคุณผิดพลาดแล้ว คุณคิดที่จะแก้ไขมันไหม แล้วก็คุณมีความคิดที่จะแบบว่าแยกออกไหมว่าอันไหนถูกต้องและอันไหนคือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อยากจะให้มองตรงนี้ว่าอันไหนคือสิ่งที่ทำแล้วถูก อันไหนทำแล้วไม่ถูก ในเมื่อเราโตแล้ว เราบรรลุนิติภาวะแล้ว เราต้องรู้ตัว และเราก็ต้องเข้าใจตัวเองว่า อันนี้ทำถูกหรือไม่ถูก มันไม่มีคำว่าสายถ้าเราจะกลับตัวใหม่ เริ่มต้นจากศูนย์ใหม่ได้ ซึ่งเราก็ผ่านตรงนี้มาได้ สามารถปรับการใช้ชีวิตอะไรใหม่หมดทุกอย่างได้ อยากจะฝากว่า รักครอบครัว รักตัวเองให้มากๆ แล้วก็การรักพ่อรักแม่เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด อะไรที่ผิดพลาดไปแล้วแก้ไขใหม่ได้ยังไม่สายเกินไป”

ข่าวที่มา : sanook

ข่าวดาราบันเทิงข่าวดาราวันนี้ข่าวดาราล่าสุดข่าวดารา

ข่าวดาราบันเทิง
- 20-09-2018 3:54:17 โพสต์โดย : mootono คนดู อ่าน 172 คน คน