“รุ่นพี่สนิท” คิดไม่ซื่อ เปิดใจ “ ธารารัตน์ ” น.ศ.มธ. คนกระทำ “ควรอาย” ไม่ใช่เรา!

“รุ่นพี่สนิท” คิดไม่ซื่อ เปิดใจ “ ธารารัตน์ ” น.ศ.มธ. คนกระทำ “ควรอาย” ไม่ใช่เรา!ธารารัตน์

เพราะหลายคนมองเรื่องเพศเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องต้องคุยในที่ลับ คนที่พูดเป็นคนไม่ดีโดยเฉพาะผู้หญิง ทำให้เวลาถูกคุกคามทางเพศ ลวนลามอนาจาร ตลอดจนถูกข่มขืน ผู้หญิงต้องปกปิดเรื่องดังกล่าวไว้เป็นความลับ ซึ่งทำให้ผู้กระทำยิ่งได้ใจ ตอกย้ำวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ที่มองว่าการกระทำเหล่านี้สามารถทำได้

ทว่าโลกกำลังเปลี่ยนไป หลังจากผู้หญิงหลายคนที่ถูกกระทำ ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น ถอดประสบการณ์ นางสาวธารารัตน์ ปัญญา นักศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถูกรุ่นพี่ที่ไว้ใจในคณะเดียวกันพยายามจะข่มขืน ภายหลังไปดื่มกับเพื่อนๆ และรุ่นพี่จนมึนเมา และต้องค้างพักแรมที่หอพักเพื่อน แต่เธอก็ต่อสู้ขัดขืนและหนีรอดมาได้ ในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

นำมาสู่การยื่นจดหมายเรียกร้องมหาวิทยาลัยให้เอาผิดผู้กระทำ ก่อนจะโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเล่าถึงเหตุการณ์ทั้งหมด ซึ่งสร้างกระเพื่อมทั้งในรั้วมหาวิทยาลัยและสังคมอย่างมาก ได้รับเสียงสนับสนุนมากมาย พร้อมคำถามจากกรอบคิดชายเป็นใหญ่ให้ต้องเผชิญพร้อมๆ กัน

ธารารัตน์1

ธารารัตน์เล่าว่า หลังจากสื่อสารเรื่องของตัวเองออกไป มีทั้งกระแสบวกและกระลบกลับมา ซึ่งทำให้ตนเห็นทัศนคติคนไทยหลายคนที่มักกล่าวโทษเหยื่อในเหตุการณ์ดังกล่าวว่าวันนั้นแต่งตัวอย่างไร ทำไมพาตัวเองไปอยู่ในที่ไม่ปลอดภัย ทำไมตอนถูกกระทำไม่กรีดร้องขอความช่วยเหลือ ซึ่งสะท้อนกรอบคิดผู้ชายเป็นใหญ่ที่คิดว่าผู้หญิงต้องเรียบร้อย ไม่ใช่ผู้หญิงก๋ากั่น

“ก็อยากถามกลับว่าพวกคุณดูละครมากไปหรือเปล่า เพราะเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศ มักเกิดจากคนใกล้ตัวมากกว่าคนแปลกหน้า และในช่วงเวลาแบบนั้น เราต้องชั่งใจมากว่าจะทำอย่างไร”

ผู้ประสบเหตุเล่าอีกว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตนรู้สึกช็อก ไม่กล้าบอกครอบครัว ช่วงแรกก็เล่าให้เพื่อนสนิทฟัง จนระยะเวลาผ่านไปสักระยะ เริ่มคิดว่ามันไม่ยุติธรรมเลย ทำไมตนต้องแบกรับความรู้สึกแย่ๆ ไว้เพียงลำพัง จึงคิดจะส่งผลกระทบกลับให้ผู้กระทำ ด้วยการส่งหนังสือถึงมหาวิทยาลัยให้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยผู้กระทำ แต่ยังไม่เลือกไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะไม่เชื่อมั่นใจกระบวนการยุติธรรมว่าจะเยียวยาผู้เสียหายได้จริง

“ดิฉันเริ่มจากศูนย์เลย ตอนแรกไม่รู้ว่าจะไปเรียกร้องกับใคร เพราะมหาวิทยาลัยไม่เคยมีแนวปฏิบัติหรือมาตรการเรื่องคุกคามทางเพศออกมา จนไปยื่นเรื่องผ่านอาจารย์คนหนึ่งและมีการส่งเรื่องต่อไปยังผู้บริหารที่รับผิดชอบ ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการสอบสวน ดิฉันต้องโทรไปสอบถามความคืบหน้า ไปตามเรื่องเองตลอด และไม่รู้ว่าเรื่องจะดำเนินการภายในระยะเวลาเท่าใด จนผ่านไป 4 เดือนที่ตนรอคอยมาเนิ่นนาน ผลสอบสวนออกมาเอาผิดทางวินัยกับรุ่นพี่ที่กระทำได้สำเร็จ”

กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ธารารัตน์ต้องเจอกับแรงกดดันและตอบคำถามมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มรุ่นพี่ที่มาเจรจาไกล่เกลี่ยให้ยุติการสอบสวน เพราะผู้กระทำรู้สึกสำนึกผิดแล้ว หรือกับความเข้าใจของสังคมกับข้อกฎหมาย ที่เข้าใจว่าการข่มขืนคือการใช้อวัยวะเพศหนึ่งสอดใส่เข้าไปอีกอวัยวะเพศหนึ่ง หากไม่ถึงขั้นนั้นจะแค่เพียงกระทำอนาจาร

แต่กฎหมายปัจจุบันคือ “การใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น” หรือง่ายๆ เลยคือ แค่เอานิ้วสอดเข้ามาที่อวัยวะเพศก็ผิดฐานข่มขืนแล้ว

ธารารัตน์2

“น่าสนใจว่า หลังจากสื่อสารออกไปแล้ว ก็มีอินบ็อกซ์กลับมาบอกเล่าประสบการณ์ของรุ่นพี่ๆ ที่เคยเจอเรื่องแบบนี้เช่นเดียวกัน แต่พวกเขาปล่อยเหตุการณ์ผ่านไป เป็นแผลในใจตัวเอง ลดคุณค่าตัวเองหลังถูกข่มขืน ซึ่งดิฉันก็อยากจะบอกว่า ผู้ที่ถูกข่มขืนไม่ผิด และการถูกข่มขืนไม่ได้ลดคุณค่าในตัวเองลงเลย”

“ฝากว่าการเงียบไม่มีประโยชน์ สังคมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากผู้เสียหายมีความเข้มแข็งที่จะลุกขึ้นต่อสู้ และยืนหยัดใช้ชีวิตอย่างปกติต่อไป” ธารารัตน์กล่าว

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ได้พลิกชีวิตให้ธารารัตน์ลงมาทำงานรณรงค์ขับเคลื่อนรณรงค์ “พลังเยาวชน ต่อต้านการข่มขืน และการใช้ความรุนแรงทางเพศ ทุกรูปแบบ “เนื่องใน “วันเยาวชนแห่งชาติ” ทั้งยังเป็นแกนนำแถลงเจตนารมณ์เยาวชน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย ปกป้องเด็กและเยาวชนจากภัยข่มขืนและความรุนแรงทางเพศทุกรูปแบบ

“กับเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้เราอาย เพราะเราไม่ใช่คนผิด เราไม่ควรอาย แต่คนที่ต้องอายคือคนที่กระทำเรา”

ที่มา:matichon

ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , คลิปข่าว , เรื่องน่าสนใจ