“ลุงโง่ย้ายภูเขา” ในชีวิตจริง ชายจีนใช้เวลา 8 ปี เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่าเขียวชอุ่ม

“ลุงโง่ย้ายภูเขา” ในชีวิตจริง ชายจีนใช้เวลา 8 ปี เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่าเขียวชอุ่ม

“ลุงโง่ย้ายภูเขา” ในชีวิตจริง…ชายจีนใช้เวลา 8 ปี เนรมิตภูเขาหัวโล้นกว่าล้านตารางเมตร ให้เป็นผืนป่าเขียว

ใครจะไปเชื่อว่าภูเขาสูงใหญ่ที่แห้งแล้งและรกร้างว่างเปล่าไร้คนสนใจ จะสามารถถูกพัฒนาจนกลับมาเป็นพื้นที่สีเขียวที่สวยงามได้ แถมยังกลายเป็นเสมือนนามบัตรที่บ่งบอกภาพลักษณ์ของเมืองไท่หยวน มณฑลซานซี ได้อย่างดีเยี่ยม

ใครที่เคยอ่านนิทานเรื่อง “ลุงโง่ย้ายภูเขา” ของจีนก็คงจะเห็นภาพความฝัน ความพยายาม และปณิธานอันแน่วแน่ในการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมของชายจีนคนนี้ได้ชัดเจนไม่น้อย

จาง จวิ้นผิง ชายจีนวัย 61 คือผู้ที่บุกเบิกทุ่มเททำความฝันอันยิ่งใหญ่นี้ให้เป็นจริง และปัจจุบันเขาคนนี้ยังคงมุ่งหน้าปลูกป่าบนภูเขาลูกแล้วลูกเล่าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

“ตอนนั้นผมไปเป็นทหารมาสิบกว่าปี พอได้กลับมาบ้าน ก็เห็นสภาพภูเขาที่รกร้าง ผมทนไม่ได้” เมื่อปี 1999 จาง จวิ้นผิง เริ่มทำธุรกิจของตนเองในมณฑลซานซี โดยเป็นธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องทำความร้อน เนื่องจากบริษัทของเขามีชื่อเสียงเป็นที่บอกต่อๆ กัน ตอนนั้นเขาจึงได้เข้าไปรับโครงการของเมืองไท่หยวนและเมืองอื่นๆ จนได้สัมปทานในการสร้างห้องทำความร้อนให้กับหน่วยงานราว 100 แห่ง

แต่สิ่งหนึ่งที่คอยรบกวนจิตใจเขาอยู่ตลอดเวลา ก็คือสภาพของภูเขาในบ้านเกิดที่ถูกทอดทิ้งจนรกร้างแตกต่างกับความทรงจำในวัยเด็กของเขาอย่างลิบลับ

จนกระทั่งปี 2009 รัฐบาลเมืองไท่หยวนมีนโยบายด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ ส่งเสริมให้ใช้ทุนทางสังคมดูแลฟื้นฟูภูเขาร้าง เมืองไท่หยวนจึงอนุมัติให้ธุรกิจต่างๆ สามารถใช้ที่ดินไม่เกินร้อยละ 20 ของที่ดินที่ถูกแปลงให้เป็นพื้นที่สีเขียว สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสวนสาธารณะ ที่สามารถใช้ดำเนินธุรกิจบางโครงการได้ เพื่อสุดท้ายแล้วจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวของภูเขา เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรธุรกิจ ตลอดจนเพิ่มรายได้ของเกษตรกร

เมื่อได้ทราบข่าวนี้ จาง จวิ้นผิง คือนักธุรกิจคนแรกที่เดินทางไปยังกรมป่าไม้ของเมืองไท่หยวนเพื่อสมัครเข้าโครงการ หลังตกลงและเซ็นสัญญาเสร็จในปี 2011 เขาก็ได้รับสัมปทานเป็นที่ดินรกร้างรุนแรงบนภูเขาจำนวน 19,000 หมู่ (ราว 7,916 ไร่)

ก่อนหน้านี้พื้นที่ภูเขาเหล่านี้เคยเป็นที่ขุดแร่มาก่อน เมื่อขุดเสร็จก็ถูกปล่อยร้างและมีหลุมขนาดใหญ่ บวกกับขยะของเมืองยังไม่มีที่จัดเก็บ มันเลยกลายเป็นถังขยะขนาดยักษ์ไปโดยปริยาย ทำให้มีทั้งขยะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และขยะก่อสร้างรวม 7 จุด กินพื้นที่รวมพันกว่าไร่ สภาพเสียหายหนักนับไม่ถ้วน ดินถูกกัดเซาะและพังทลายขั้นรุนแรง พื้นที่ป่ามีเหลืออยู่ไม่ถึง10% เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้ จางกล่าวว่า “ผมมองว่ามันคือภาระหน้าที่ของผมที่จะฟื้นฟูป่า”

“ก่อนทำอะไรเราต้องกำหนดขั้นตอน การรับมือกับเนินเขาที่แห้งแล้งนั้น ก่อนอื่นเลยเราต้องสร้างถนนก่อน หากเราขึ้นไปไม่ได้ เราก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ จากนั้นเราก็ต้องกำจัดขยะ ถ้าเราไม่กำจัดมันให้หมดเสียก่อนก็จะไม่สามารถคืนสภาพนิเวศวิทยาที่ดีรวมถึงปลูกต้นไม้ได้ จากนั้นเราจะต้องพิจารณาเรื่องการให้น้ำ ปลูกต้นไม้ไปแต่น้ำเข้าไม่ถึงสุดท้ายก็ตายอยู่ดี จึงต้องทำระบบให้น้ำก่อนปลูก” จางกล่าว

แม้ว่าการสร้างถนนขึ้นเขาและการเจาะภูเขาเพื่อปลูกตนไม้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายเหมือนการพูดด้วยลมปาก แต่เขาก็ทำให้เห็นแล้วว่าความพยายามตลอด 8 ปีที่ผ่านมา มันงอกเงยออกดอกออกผล เพราะเขาและทีมงานสร้างพื้นที่สีเขียวให้เกิดขึ้นแล้วราว 1 ล้านตารางเมตร ปลูกต้นไม้ไปแล้ว 4.6 ล้านตน พลิกภูเขายู่ว์เฉียนจากที่เคยมีพื้นที่ป่าแค่ 20% ให้เพิ่มเป็น 80%

“เวลาผมเห็นนักท่องเที่ยวที่เขามาเที่ยวชมธรรมชาติที่นี่แล้วมีความสุข ผมจะมีความสุขมาก เราอยากจะปลูกต้นไผ่อีกสักล้านต้น ซากุระอีกสัก 250,000 ต้น บ๊วยอีกสัก 500,000 ต้น พอมันโตอีกสักหน่อยสัก 3 ปี 5 ปี มันก็จะสร้างรายได้”

“ต้นไม้พวกนี้ก็เหมือนลูกๆ ของผม พวกมันเติบโตขึ้นทุกวัน ภารกิจนี้ถ้าผมทำไม่เสร็จ ลูกๆ ของผมก็จะทำมันต่อ หากรุ่นลูกผมยังทำไม่สำเร็จ หลานๆ ก็จะสืบสานต่อไป เพราะผมหวังว่าวันหนึ่งที่นี่จะกลายเป็นผืนดินอันเขียวขจี” จางกล่าว

ข้อมูล :China Xinhua News

ที่มา sanook

ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , คลิปข่าวข่าวต่างประเทศ