คดีเงินกู้กรุงไทย หลอน “ทักษิณ-โอ๊ค” จุดตายอยู่ที่ “เช็ค 10 ล้านเข้าบัญชี”

คดีเงินกู้กรุงไทย หลอน “ทักษิณ-โอ๊ค” จุดตายอยู่ที่ “เช็ค 10 ล้านเข้าบัญชี”

ในที่สุด คนในตระกูลชินวัตร ก็ต้องตกเป็นจำเลยในชั้นศาลขึ้นมาอีกคน หลังอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร ในคดีปล่อยกู้ของแบงก์กรุงไทย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เมื่อวันพุธที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ต้องจับตาดูหลังจากนี้ว่า สุดท้ายแล้วชะตากรรมของ พานทองแท้ จะซ้ำรอยบิดา-ทักษิณ ชินวัตร และอา–ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกศาลยุติธรรมตัดสินลงโทษจนต้องหนีคดีไปต่างประเทศหรือไม่?


ที่น่าสนใจคือ ผลพวงจากคดีปล่อยกู้กรุงไทย ทำให้สองพ่อลูก ทักษิณ-พานทองแท้ อยู่ในสภาพเดียวกัน คือตกเป็นจำเลยในชั้นศาล จากเรื่องปล่อยกู้กรุงไทยยุคทักษิณเป็นนายกฯ หลังก่อนหน้านี้อัยการปัดฝุ่นยื่นฟ้องทักษิณเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ไปเมื่อปีที่แล้ว ในความผิดฐานมีส่วนรู้เห็นกับการทุจริตปล่อยกู้เงินร่วม 9,900 ล้านบาทให้กับกลุ่มบริษัทในเครือกฤษดามหานคร ที่มีสองพ่อลูก วิชัย-รัชฎา กฤษดาธานนท์ ที่มีความมักคุ้นกับทักษิณ เป็นเจ้าของ-ผู้บริหาร อันเป็นการฟ้องคดีตามช่องทางที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาฯ เปิดช่องให้ฟ้องคดีได้ หากจำเลยหลบหนีคดีและไต่สวนคดีลับหลังจำเลยได้

แต่มาตอนนี้ไม่ใช่แค่ทักษิณเท่านั้น แต่ลูกชายนั่นคือ พานทองแท้ก็ตกเป็นจำเลยในคดีปล่อยกู้กรุงไทยเช่นกัน เพียงแต่เป็นคนละฐานความผิด เพราะพานทองแท้โดนเรื่อง ความผิดฐานฟอกเงิน หลังจาก ปปง.ส่งเรื่องให้ดีเอสไอสอบสวน และทำสำนวนสั่งฟ้องพานทองแท้กับเครือญาติของนางกาญจนาภา หงษ์เหิน อดีตเลขานุการส่วนตัว คุณหญิงอ้อ-พจมาน ณ ป้อมเพชร มารดาของพานทองแท้

ทั้งนี้ แนวทางการสอบสวนของ ปปง.-ดีเอสไอ ได้แกะรอยเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้องรวม 4 คน คือ นางเกศินี จิปิภพ มารดานางกาญจนาภา, นางกาญจนาภา และวันชัย หงษ์เหิน สามีนางกาญนาภา รวมถึงพานทองแท้ โดยแกะรอยการทำธุรกรรมทางการเงิน และการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังจากเงินกู้กรุงไทยถูกปล่อยสินเชื่อออกมา จนพบว่ามีธุรกรรมการเงินเป็นเช็คสองใบ คือ 26 ล้านบาท และ 10 ล้านบาท เข้าไปยังบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหาโดยเฉพาะเข้าบัญชีพานทองแท้ 2 ครั้ง

ก้อนแรกเกิดขึ้นเมื่อ 30 ธันวาคม 2546 ที่มีการโอนแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 26 ล้านบาท จากธนาคารไทยธนาคาร โดยหักจากเงินในบัญชีของนายวิชัยสั่งจ่ายและนำเงินเข้าบัญชีนายพานทองแท้ที่ธนาคารกรุงเทพ แต่วันเดียวกันก็มีการยกเลิกรายการ จากนั้นวันรุ่งขึ้นมีการซื้อแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายบริษัทหลักทรัพย์ธนชาต เพื่อชำระค่าหุ้นในบัญชีซื้อขายของนางเกศินี จิปิภพ แล้วนางเกศินีได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 1 ล้าน 8 แสนบาท เข้าบัญชีนายพานทองแท้ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารัชโยธิน

เงินก้อนที่สอง พบการทำธุรกรรมเมื่อ 17 พ.ค. 2547 นายวิชัยสั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยธนาคาร จำนวน 10 ล้านบาท เข้าบัญชีเงินฝากของพานทองแท้ ที่เป็นบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาบางพลัด ซึ่งก่อนหน้านี้พานทองแท้อ้างว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินจากการทำธุรกิจซื้อขายรถหรูกับนายรัชฎา

จนสุดท้ายเมื่อดีเอสไอส่งสำนวนมายังอัยการ ทางอัยการใช้เวลาพิจารณาอยู่พอสมควร จนมีการเลื่อนสั่งคดีมาแล้วรอบหนึ่ง พร้อมกับการให้ดีเอสไอสั่งสอบสวนเพิ่มเติม โดยแยกสำนวนตามหลักฐานการโอนเงินดังกล่าว สองก้อน ออกเป็น 2 สำนวน

ซึ่งในส่วนของพานทองแท้ถูกอัยการยื่นฟ้องเพียงสำนวนเดียวคือ กรณีเงิน 10 ล้านบาทที่โอนเข้าบัญชีในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ขณะที่สำนวนเช็ค 26 ล้านบาท อัยการสั่งฟ้องกาญจนาภาและวันชัย โดยพานทองแท้รอดในสำนวนหลัง

ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาฯ เคยตัดสินจำคุกอดีตผู้บริหารแบงก์กรุงไทยและกฤษดามหานคร เช่น ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ, วิโรจน์ นวลแข, วิชัยและรัชฎา กฤษดาธานนท์ เป็นเวลาหลายปี อันเป็นคำตัดสินที่คงทำให้ ทักษิณ–พานทองแท้ ที่ตกเป็นจำเลยในเรื่องปล่อยกู้กรุงไทยเช่นกัน คงผวาไม่น้อย โดยเฉพาะ พานทองแท้ กับหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชี ที่เป็น “จุดตาย” ของคดีนี้

 

ที่มา : sanook

ข่าวเด่น , ข่าววันนี้ , คลิปข่าวข่าวต่างประเทศ

ข่าวเด่น ข่าววันนี้
- 11-10-2018 10:52:18 โพสต์โดย : bossrmutt คนดู อ่าน 84 คน คน