แพทย์ชี้แจง หลังลูกสาวโวย พ่อรอคิวหมอนาน-ถูกแซงคิว

แพทย์ชี้แจง หลังลูกสาวโวย พ่อรอคิวหมอนาน-ถูกแซงคิว จนความดันตก-หัวใจหยุดเต้นเสียชีวิต

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Jiratchaya Rangsaritwirachot โพสต์เรื่องราวของพ่อตนเองที่ ได้เข้าคิวรักษาตัวที่โรงพยาบาลเบตง จากอาการโรคชิคุนกุนยา ทำให้ปวดข้อเดินไม่ได้ เมื่อไปถึงพยาบาลให้นั่งรอบนรถเข็นหน้าห้อง แต่ให้คนที่เป็นหนักกว่าเข้าไปก่อน ทำให้นั่งรอ 3 คิว และถูกคนไข้ที่มาทีหลังแซงอีก 1 คิว จนพ่อมีอาการตัวเย็น ความดันตก ถึงได้เข็นเข้าห้องตรวจ ต้องปั๊มหัวใจนาน 40 นาทีไม่เป็นผล ทำให้พ่อเสียชีวิตในที่สุด

ต่อมารพ.เบตง ชี้แจงว่า คนไข้ตายเพราะช็อกจากการติดเชื้อ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ สั่งรัยกประชุมและตรวจวงจรปิด ยันความดันผู้ป่วยที่จุดคัดกรองยังปกติ จึงให้นั่งคอยตามคิว ส่วนที่ถูกแซงคิวเพราะคนป่วยที่มาทีหลังมีอาการหนักกว่าจึงให้เข้าไปก่อน

ลูกสาวโวย พ่อรอคิวหมอนาน-ถูกแซงคิว จนพ่อตาย

ด้าน นพ.ยุทธนา รุ่งธีรานนท์ นายแพทย์ชำนาญการ อายุรแพทย์ ร.พ.เบตง ซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของคนไข้ ได้ให้ข้อมูลว่า หลังจากได้รับตัวคนไข้จากห้องฉุกเฉินมาอยู่ในห้องไอซียู ประเมินอาการโดยรวม คนไข้อาการยังไม่คงที่ มีอาการมีหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นเร็วประมาณ 130 ครั้งต่อนาที ความดันต่ำ แพทย์ก็รีบช่วยดูแลรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนสาเหตุที่คนไข้เสียชีวิตเนื่องจากมีภาวะช็อกจากการติดเชื้อทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ประกอบกับคนไข้มีความดันลดลง

ขณะที่แพทย์หญิงปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเบตง จ.ยะลา ระบุว่า ได้ตรวจสอบเหตุที่เกิดขึ้นเพื่อหาสาเหตุ แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เจ้าหน้าที่คัดกรอง ซึ่งเป็นพนักงานเวชกิจฉุกเฉินได้ตรวจอาจการผู้ป่วยก่อนเพื่อแบ่งระดับความหนักเบาของผู้ป่วย หากผู้ป่วยที่มีอาการหนักก็จะนำเข้าห้องฉุกเฉินเพื่อให้แพทย์ทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

ในกรณีที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่จุดคัดกรองได้ตรวจวัดความดันของผู้ป่วยที่เสียชีวิตเรียบร้อยแล้ว ซึ่งความดันขณะนั้นอยู่ที่ 144/ 80 ซึ่งถือว่าปกติ จึงจัดเป็นผู้ป่วยในโซนสีเขียว คือเจ็บป่วยเล็กน้อย จึงได้ให้นั่งคอยตามคิว ส่วนที่ว่ามีการแซงคิว เนื่องจากมีผู้ป่วยอีกคนที่มาทีหลัง แต่ตรวจวัดความดันพบว่าความดันต่ำ อยู่ที่ 75/38 ซึ่งถือว่ามีอาการหนักกว่า เป็นผู้ป่วยในโซนสีชมพู คือ เจ็บป่วยรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวเข้าห้องฉุกเฉินก่อน

ส่วนที่มีภาพถ่ายว่าผู้ป่วยที่เสียชีวิตมีความดันระดับต่ำ อยู่ที่ 75/38 ก็ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็น ค่าการวัดความดันของผู้ป่วยที่เจ้าหน้าที่ได้นำเข้าห้องฉุกเฉินไปก่อนหน้านั้นซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้กดรีเซตเครื่อง

ส่วนที่ว่าบริเวณจุดคัดกรองไม่ใช่พยาบาลนั้น สำหรับเหตุการณ์นี้ เนื่องจากภายในห้องฉุกเฉินก็มีผู้ป่วยอาการหนักอยู่ วันเกิดเหตุ พนักงานเวชกิจฉุกเฉินโรงพยาบาลเบตง ซึ่งมีหน้าที่ให้การช่วยเหลือคนไข้หรือผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บ เช่น

การให้น้ำเกลือ การใช้ท่อช่วยหายใจ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การดูแลคนไข้บนรถพยาบาลฉุกเฉินจนถึงโรงพยาบาล เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่เรียนจบทางด้านเวชกิจฉุกเฉินจะประจำอยู่ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล และในบางครั้งออกมาช่วยเหลือผู้ป่วยอาการหนักหรือผู้ที่ประสบอุบัติเหตุด้วยนอกโรงพยาบาลด้วย จึงได้มาช่วยที่บริเวณจุดคัดกรอง จึงทำให้ญาติคนไข้อาจไม่เข้าใจ ว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่

ต่อมาลูกสาวผู้ตายบอกเพิ่มเติมอีกว่า หลังจากที่ ผอ.รพ.เบตง ออกมาให้ข่าวขัดแย้งกับความจริง เพราะตอนที่พาพ่อไป จนท.ที่อยู่จุดคัดกรอง น่าจะมองเห็นว่าพ่อนั่งรถเข็นมา แต่ก็นั่งรอจนมีคนที่มาหลังแซงคิวไปก่อน จนต้องไปถาม จนท.บอกว่า เป็นหน้าที่ในการคัดกรองผู้ป่วย ว่าใครมีอาการหนัก แต่ในขณะเดียวกันตอนวัดความดัน จนท.บอกว่า ความดันของพ่อ 38 แต่ก็ได้บอกไปว่าไม่ใช่ของพ่อเป็นของคนที่แซงคิวพ่อไป เราก็บอกว่าไม่ใช่ความดันของพ่อ แต่ จนท.ก็บอกว่าใช่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็เอาเครื่องวัดความดันไปทิ้ง เพื่อที่จะไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดแบบนี้อีก

ที่มา เรื่องเล่าเช้านี้ บีอีซี-เทโร

คลิปข่าววีดีโอข่าววันนี้คลิบข่าววันนี้ , คลิปวันนี้ , ฟรีรูปภาพ คลิปบันเทิงข่าวอาชญากรรม
ดูดวง , ทำนายฝัน , แก้ฝัน , เลขเด็ด , สูตรหวย